Thursday, 3 September 2026
AYA IRRAWADEE

ต่างดาวในอุษาคเนย์!! UFO/UAP พบทั่วภูมิภาคอุษาคเนย์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซียเมียนมา เวียดนามยังมีรายงานสงคราม คำเล่าขานวัตถุลึกลับต่อเนื่องยาวนาน

ต่างดาวในอุษาคเณย์

เรามาถึงในยุคนี้มีการแชร์ข้อมูลแพร่หลายเกี่ยวกับ UFO และ UAP กันแล้ว แม้รายงานส่วนใหญ่ที่ออกมาจะเป็นรายงานจากอเมริกาหรือจากประเทศที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างจีนหรือรัสเซียที่ทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า UAP ที่พบเจอนั้นเป็นยานอวกาศต่างดาวจริงหรือเป็นแค่สิ่งที่เรายังพิสูจน์ไม่ได้ว่านี่คือ UFO หรือแค่ดาวเทียม วันนี้เอย่าจะมาเล่าให้ฟังว่านอกจากเขากะลาในไทยแล้วมีการรายงานจากที่ไหนว่าอย่างไรอีกบ้าง

เริ่มจากอินโดนีเซีย ประเทศพันเกาะและมีพื้นที่กว้างใหญ่ ที่นี่มีรายงานการพบเห็น UFO/UAP มาตั้งแต่ปี 1940 โดยมีการรายงานการพบเห็นในหลายสถานที่ได้แก่ เมืองเมดัน เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดสุมาตราเหนือ หรือในจาร์กาตา บาหลี บนเกาะชวาไปจนถึงภูเขา Salak ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับแล้วแต่ยังคงมีพลังความร้อนใต้พิภพ ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย และยังมีรายงานล่าสุดในปีนี้ที่พบเห็น UFO บนเกาะสุมาตราและชวาตะวันออกอีกด้วย

ต่อมาคือฟิลิปปินส์ เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีรายงานการพบเห็น UFO ค่อนข้างบ่อยทั้งในมะนิลา และจังหวัดอื่นๆ และเคสที่น่าสนใจคือการพบวัตถุแสงสีส้ม 3 ดวงเหนือสนามบิน Laguindingan ในเดือนมิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นมนุษย์ต่างดาวแต่อย่างใด

ในมาเลเซียมีกรณีของ UFO ที่เป็นข่าวดังในช่วงปี 1970 คือ เคส Bukit Mertajam กล่าวคือในช่วงปี 1970 ในเมือง Bukit Mertajam ในรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย บริเวณ Seberang Perai ซึ่งเป็นเมืองจริงและเป็นศูนย์กลางของเขต Central Seberang Perai เหตุการณ์สุดโด่งดังนี้เกิดขึ้นที่ Stowell English Primary School โดยมีมีเด็กนักเรียนชายประมาณ 6 คน อายุราว 8–11 ปี กำลังเล่นอยู่บริเวณพุ่มไม้ใกล้โรงเรียน โดยเด็กๆ อ้างว่าเห็นวัตถุขนาดประมาณ จานซุป หรือจานบินขนาดเล็กลงจอด จากนั้นมีสิ่งมีชีวิตขนาดเพียงประมาณ 3 นิ้ว (7–8 ซม.) จำนวน 5 ตัว ออกมาจากวัตถุนั้น โดยเด็กๆบรรยายรายละเอียดว่า สิ่งมีชีวิตที่ออกมาจากจานนั้น 4 ตัวใส่ชุด สีน้ำเงิน อีก 1 ตัวที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้าใส่ชุด สีเหลือง ทั้งหมดมีรูปร่างที่แปลกคือมีเขาหรือหนวดสองข้างบนศีรษะ โดยพวกมนุษย์ต่างดาวนี้พวกมันนำอุปกรณ์บางอย่างไปติดตั้งบนต้นไม้และเมื่อเด็กบางคนเข้าไปใกล้พวกมนุษย์ต่างดาวมีการตอบโต้ด้วยอาวุธขนาดเล็กยิงใส่เด็ก สิ่งที่น่าสนใจคือ มีรายงานว่าในช่วง 1970–1979 มาเลเซียมีเหตุการณ์เกี่ยวกับการพบเห็นสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วและ UFO แบบนี้หลายครั้งมาก

ในเมียนมามีรายการการพบเห็น UFO มากมายเช่นกัน โดยเฉพาะที่เมืองแปรมีการพบเห็น UFO ครั้งแรกในปี 2006 และจากนั้นก็มีการพบเห็นเรื่อยๆจนถึงปี 2012 แต่ที่เมียนมามีเรื่องน่าแปลกอีกเรื่องคือในปี 2016 ที่บริเวณ Lone Khin ในรัฐคะฉิ่นทางตอนเหนือของเมียนมา มีวัตถุโลหะทรงกระบอกขนาดประมาณ 3.7 เมตร × 1.5 เมตร ตกลงมา ทำให้เกิดเสียงดังและแรงสั่นสะเทือน ช่วงแรกชาวบ้านมีการคิดว่าเป็นยาน UFO แต่ภายหลังมีการเชื่อมโยงกับ ชิ้นส่วนจรวดหรืออุปกรณ์อวกาศเพราะวันเดียวกันนั้น จีนเพิ่งปล่อยจรวด Long March 11 จากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วเฉวียนพร้อมดาวเทียมทดลองขึ้นสู่อวกาศ อีกหนึ่งหลักฐานคือวัตถุโลหะทรงกระบอกยาวประมาณ 4.5 เมตร ตกลงมานั้นมีตัวอักษรภาษาจีนอยู่ด้วยนั่นเอง

สุดท้ายในเวียดนามมีการรวบรวมรายงานเกี่ยวกับวัตถุประหลาดในช่วงสงครามเวียดนามไว้จำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะรายงานจากพื้นที่ทหารในปี 1967–1969 เช่น วันที่ 11 มิถุนายน 1967 มีรายงานว่าพยานในบริเวณเมืองดานัง เห็นวัตถุสีเงินลักษณะคล้ายทรงกระบอกอยู่บนท้องฟ้าเป็นเวลาหลายนาที และมีรายงานว่าถูก F-102 ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ไล่ติดตาม และยังมีรายงานอื่นในเมืองดานังพบว่า มีคำให้การที่ถูกบันทึกไว้กับ NUFORC ว่าในช่วงต้นปี 1968 ทหารประมาณ 12 คน ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่บนภูเขาที่มองลงมายัง Da Nang เห็นแสงที่มีลักษณะเปลี่ยนสี เคลื่อนที่ช้าและเงียบ หยุดลอยอยู่ประมาณ 5–10 นาที แล้วจากนั้นพุ่งขึ้นตรง ๆ ด้วยความเร็วสูงมากและหายไป โดยพยานระบุว่าพวกเขาคุ้นเคยกับแสงและเครื่องบินในเวียดนามอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถระบุสิ่งที่เห็นได้ อีกสถานการณ์หนึ่งที่ดูน่าสนใจคือ ช่วง 15–16 มิถุนายน 1968 มีรายงานจากแนว DMZ (เขตปลอดทหารระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้) ว่าหน่วยสังเกตการณ์แนวหน้าเห็น แสงประหลาดจำนวนมากในเวลากลางคืน ในรายงานบางแหล่งระบุว่ามีประมาณ 30 แสง ที่เคลื่อนที่ช้า ๆ และไม่มีเสียงเครื่องยนต์ที่คาดว่าจะได้ยินจากเฮลิคอปเตอร์แต่สิ่งที่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นคือทหารบางฝ่ายยิงใส่วัตถุเหล่านั้นในเขตปลอดทหาร จึงทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้น อีกเรื่องที่น่าสนใจคือในคืนวันที่ 16 มิถุนายน 1968 มีเหตุการณ์เกี่ยวกับเรือตรวจการณ์ Swift Boat ที่ยิงใส่แสง/วัตถุที่เชื่อว่าเป็นเฮลิคอปเตอร์ของเวียดนามเหนือ ปัญหาคือหลังจากเหตุการณ์ มีความสับสนว่าจริง ๆ แล้วมีเฮลิคอปเตอร์ของเวียดนามเหนืออยู่ตรงนั้นหรือไม่ เพราะเมื่อตรวจการณ์แล้วไม่พบเฮลิคอปเตอร์ที่กล่าวอ้างนั้น สุดท้ายคือช่วงประมาณ ตุลาคม 1968 – เมษายน 1969 มีรายงานวัตถุไม่ทราบชนิดจำนวนมากบริเวณ Duc Co ทางตะวันตกของ II Corps / ใกล้ Pleiku ซึ่งจากฐานข้อมูลประวัติศาสตร์ UFO ของ NICAP รวบรวมข้อมูลว่ามีรายงานว่ามีการพบเห็น UFO มากกว่า 400 ครั้งและมีการถูกบันทึกได้โดยเรดาร์ของกองทัพอเมริกันด้วยนั่นเอง

ที่มา : AYA

ต่างชาติรุกพื้นที่เศรษฐกิจไทย!! เปิดปมธุรกิจนอมินี–ชุมชนปิด–ที่ดินท่องเที่ยว บนเกาะพะงัน-สมุยกว่า 3 พันบริษัท สัญญาณเตือนรัฐต้องคุมกฎหมายธุรกิจ ที่ดิน และแรงงานให้จริงจัง

มัดรวมต่างชาติเคลมแผ่นดินไทยแบบเงียบๆ

ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานี่ถ้าพูดถึงต่างชาติที่มีพฤติกรรมการสร้างปัญหา ถ้าไม่นับวัยรุ่นอิตาลีบนรถไฟฟ้าแล้ว ก็คงไม่พ้นเรื่องของยิวบนเกาะพงัน และ เกาะสมุย ซึ่งเอาตรงๆตามข้อมูลที่เอย่าหามาได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่าบริษัทที่ตั้งบนเกาะพะงันและเกาะสมุย ที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน มีจำนวนสูงมาก โดยบน เกาะพะงันมีอยู่ 3,213 บริษัทจาก 4,761 บริษัท ที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน หรือประมาณ 67.5% และสัญชาติที่พบมากที่สุดคือ อิสราเอล 720 บริษัท ตามด้วยฝรั่งเศส อังกฤษ และรัสเซียตามลำดับ ในขณะเดียวกันก็พบว่ามี บริษัทนอมินีของไทย เพื่อถือครองที่ดินและทำธุรกิจแทนต่างชาติ รวมถึงโครงการวิลล่าที่เกี่ยวข้องกับนักลงทุนอิสราเอลเช่นกัน และที่สำคัญคือกรมที่ดินได้ยืนยันแล้วว่าต่างชาติถือครองที่ดินบนเกาะพะงันโดยตรงประมาณ 6% ของพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ ในขณะเดียวกันบนเกาะพงันเมื่อเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ก็พบว่า มีการเปิดสถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนและศาสนสถานของยิวบนเกาะอย่างเปิดเผย แต่ถ้าเราคิดว่าแค่ยิวมายึดแผนดินไทยละก็ เอย่าจะกล่าวถึงบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างภูดก็ตให้ได้ทราบกัน

ที่ภูเก็ตมีรายงานว่าหลังสงครามรัสเซีย–ยูเครน มีชาวรัสเซียฐานะสูงเข้ามาพำนักในภูเก็ตมากขึ้นอย่างชัดเจน และมีรายงานว่าราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้นประมาณ 15–20% จากความต้องการของกลุ่มผู้ซื้อหรือผู้พำนักชาวรัสเซีย โดยสิ่งที่น่าสนใจคือชาวรัสเซียเข้ามาเปิดธุรกิจ โรงเรียน ร้านอาหาร โรงพยาบาล ธุรกิจบริการ รวมไปถึงการเป็นนายหน้าให้แก่ชาวรัสเซียด้วยกันเองด้วยเช่นกัน

อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือรณีจีนในเชียงใหม่ก็เริ่มมีลักษณะที่น่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มที่รัฐไทยเรียกว่า “จีนเทา” รายงานล่าสุดระบุว่ามีกลุ่มชาวจีนที่เข้ามาอยู่ระยะยาวพร้อมครอบครัว และมี ecosystem รองรับทั้ง โรงเรียน ธุรกิจ ที่อยู่อาศัย ธุรกิจนายหน้า สำนักงานกฎหมายและ สำนักงานบัญชี กล่าวคือเป็นระบบกันเลยทีเดียว ซึ่งนั่นทำให้กลุ่มจีนเทาในเชียงใหม่สามารถดำรงชีวิตในเชียงใหม่โดยพึ่งพาระบบของชุมชนจีนที่กลุ่มของตนเป็นผู้สร้างขึ้นนั่นเอง แต่สุดท้ายเอย่าจะมาชวนให้รู้ถึงผู้ที่มาก่อนกาลที่แท้จริงน่าจะเป็นชาวเมียนมา

หลังจากช่วงที่ประเทศไทยเปิดรับแรงงานข้ามชาติให้มาทำงานในประเทศชาวเมียนมาจำนวนมากก็หลั่งไหลเข้ามามากกว่าจากในอดีตที่เคยพบว่าชาวเมียนมาที่เข้ามาค้าแรงงานในไทยส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีภูมิลำเนาอยู่ชายแดนแต่ปัจจุบันพบว่าแรงงานที่เข้ามานั้นมาจากทุกแหล่ง และสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อชาวเมียนมาไหลเข้ามาเป็นจำนวนมากก็ไม่ต่างกันกับสิ่งที่ชาวยิวทำคือการสร้างสังคมที่มีแต่เฉพาะชาวเมียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตอำเภอมหาชัยที่เคยมีการเรียกร้องให้จำกัดจำนวนชาวเมียนมาที่หลั่งไหลเข้ามาในชุมชนมหาชัยแต่เหมือนถูกละเลยจนสุดท้ายชาวบ้านในพื้นที่ก็เลือกที่จะย้ายออกไปอยู่ที่อื่นปล่อยให้มหาชัยกลายเป็นดินแดนพม่าไปโดยปริยาย แต่เช่นเดียวกันนอกจากการสร้างครอบครัวแล้วก็มีการสร้างศูนย์ต่างๆ โดยชาวเมียนมาผู้มาก่อนและสามารถพูดภาษาไทยได้คล่องทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่คอยจัดการในการตั้งศูนย์การเรียนรู้ โรงเรียน รวมไปถึงศาสนสถานแบบเมียนมาที่มีเฉพาะชาวเมียนมาเข้าไปทำบุญ ซึ่งสิ่งที่เอย่ากล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในมหาชัยแต่เกิดขึ้นหลายท้องที่ไม่ว่าจะเป็นในสุราษฎร์ธานีที่เคยเป็นข่าวหรือแม้กระทั่งในกรุงเทพฯเอง หรือแม้กระทั่งวัดดังที่เขาค้อก็มีชาวโซเชียลมาถามว่าทำไมถึงมีเจดีย์ชเวดากองจำลองที่นี่ นี่ยังไม่รวมถึงกลุ่มชาวเมียนมาริมชายแดนที่ข้ามมาแบบผิดกฎหมายแล้วมาตั้งรกรากฝั่งไทยไม่ว่าจะมาทำเองหรือผ่านคนไทยริมชายแดนเป็นนอมินีเพื่อรอวันที่ลูกหลานตัวเองได้สัญชาติไทยเพื่อจะได้สร้างครอบครัวในไทย

ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานั้น เอย่าแค่อย่าจะแจ้งให้ทราบว่าประเด็นนี้ไม่ใช่ประเด็นใหม่แต่เป็นเรื่องราวที่มีมาก่อนนานนับกว่า 30 ปีแล้วในประเทศไทย เพียงแต่คนไทยเป็นคนใจดี อะไรก็ได้ เห็นแก่สินน้ำใจนิดหน่อยก็ยอมทำให้เขาจนหมดใจ เอย่าว่าถ้าคนเดี๋ยวนี้จะโทษใครก็คงต้องโทษคนไทยกันเองก่อน เพราะเป็นคนเปิดประตูให้เขาเข้ามาเอง

ที่มา : AYA

ไทยถกกฎหมายปิดแสงอาชญากร!! สื่อโซเชียลทำหน้าที่เสี่ยง นิวซีแลนด์ใช้กฎหมาย Name Suppression คุ้มครองสิทธิ์ปิดเผยตัวผู้ต้องหาแบบเด็ดขาด ไทยน้อมรับหลักสันนิษฐานบริสุทธิ์ก่อนผิด

ถึงเวลาเลิกให้แสงเหยื่อหรือยัง ไทยพร้อมไหมกับกฎหมายปิดกั้นแสงของอาชญากร

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในไทยในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการกราดยิงในโรงเรียนจนมีการค้นหาตัวครูและนักเรียนที่บูลลี่หรือล่าสุดที่มีการยิงนายก อบจ. นนทบุรีแล้วคนร้ายโทรหานักข่าวช่องดังเพื่อขอมอบตัว นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่โซเชียลตื่นตัวและทำการล่าแม่มดหรือใช้สื่อในการเป็นกระบอกแสงส่องหาตัวเอง แต่ในปัญหาระดับชาติอย่างเช่นปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางผู้ก่อการร้ายก็ใช้สื่อนี่แหละเป็นตัวเผยแพร่และเป็นกระบอกเสียงตั้งแต่ตอนเรื่องฆ่าตัดคอพระที่ภาคใต้มาแล้ว จนมาวันนี้เริ่มมีคนสังเกตว่าในโลกยุคใหม่ที่สื่อหาได้ตามท้องถนนจนแบบที่เรียกว่าใครๆก็เป็นสื่อได้นั้น เราควรมีกฎหมายที่ออกมาควบคุมสื่อแบบนี้หรือไม่ วันนี้เอย่าจะมาเล่าถึงกฎหมายฉบับหนึ่งในประเทศนิวซีแลนด์ โดยกฎหมายตัวนี้คือ กฎหมาย Name Suppression / Suppression Order ภายใต้ Criminal Procedure Act 2011 ของนิวซีแลนด์ โดยรายละเอียดของกฎหมายตัวนี้อยู่ที่ มาตรา 200 ระบุว่า ศาลสามารถออกคำสั่งห้ามเผยแพร่ ชื่อ ที่อยู่ อาชีพและข้อมูลต่างๆที่นำไปสู่การระบุตัวตน ของบุคคลที่ ถูกกล่าวหาหรือถูกตัดสินว่าผิดหรือถูกยกฟ้องได้ โดยกฎหมายนี้ไม่ได้ควบคุมแค่สื่อ แต่รวมไปถึงการโพสต์ลงบนสื่อโซเชียลด้วยเช่นกัน

ในนิวซีแลนด์การปกปิดนั้นต้องมาจากคำสั่งศาล ซึ่งศาลจะพิเคราะห์จากเหตุไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยอาจทำให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกตัดสินและเหยื่อ ได้รับความเดือดร้อนอย่างรุนแรง หรืออาจทำให้บุคคลอื่นถูกสงสัยและได้รับความเดือดร้อนอย่างไม่เหมาะสม รวมถึงกระทบต่อการพิจารณาคดี การสืบสวน การจับกุมจนไปถึงความมั่นคงของประเทศ โดยตัวกฎหมายระบุบทลงโทษทั้งจำและปรับคือเป็นคดีอาญาที่ไม่สามารถยอมความกันได้ มาถึงตรงนี้คำถามคือกฎหมายนี้จะตราและใช้ในไทยได้ไหม

คำตอบนั้นง่ายมากคือ “ยาก” เพราะกฎหมายไทยมีหลักสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์อยู่กล่าวคือ รัฐธรรมนูญและกฎหมายกระบวนการยุติธรรมไทยรับรองหลักว่า บุคคลต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่มีความผิดจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดนี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่การนำผู้ต้องหามาเปิดเผยตัวต่อสื่อ หรือทำให้สังคมเข้าใจว่า “เป็นคนร้ายแน่นอนแล้ว” อาจมีปัญหาด้านสิทธิได้ เพราะสมาคมนักข่าวฯ เองเคยเรียกร้องเรื่องการนำตัวผู้ต้องหาไปแถลงข่าวและเปิดเผยใบหน้า โดยอ้างว่ากระทบหลักสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์นั่นเอง

ประเด็นต่อมาคือสิ่งที่เป็นผลทางอ้อมของกฎหมายนี้คือการไม่ให้ค่าการกระทำผิดเพื่อลดการเลียนแบบและการคิดว่ามันคือสิ่งที่สามารถทำได้ในสังคมให้ลดลงโดยเฉพาะในเยาวชนและเด็กรวมถึงการจำกัดการให้แสงกับกลุ่มก้อนใดๆที่ต้องการทำอะไรบางสิ่งเพื่อหวังผลให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมืองด้วยเช่นกัน และนี่คือสิ่งที่ประเทศไทยที่อ้างว่ามีประชาธิปไตยไม่เต็มใบทำไม่ได้แต่ในนิวซีแลนด์และออสเตรเลียที่มีประชาธิปไตยเต็มทั้งใบสามารถทำได้นั่นเอง

ที่มา : AYA

ลาววันนี้ไม่เหมือนเดิม!! ลาว–เวียดนาม แน่นแฟ้นขึ้นทุกมิติ เมื่อทุนการศึกษา การลงทุน และเครือข่ายรัฐต่อรัฐ พาเวียดนามเข้าใกล้กว่าไทย สะท้อนไทยต้องทบทวนบทบาทเพื่อนบ้านอย่างจริงจัง

ลาวเปลี่ยนไปแล้ว....ไทยไม่ใช่พี่น้องลาวอีกต่อไป

หันกลับมาดูประเทศลาวที่เราคิดว่าเขาคือบ้านพี่เมืองน้องกับไทย​ แต่ความจริงวันนี้ลาวกับไทยห่างออกไปจนจะเรียกว่าเป็นแค่คนที่มีรั้วติดกันก็ไม่ผิดแค่นั้น​ ในขณะที่ความสัมพันธ์ของลาวกับเวียดนามกลับแน่นแฟ้นเป็นพิเศษ​ จนแทบจะบอกได้ว่าคนระดับเจ้าของกิจการหรือคนมีความรู้ในลาวพูดภาษาเวียดนามเป็นแทบทุกคน​ เกิดอะไรขึ้น...กับลาวในวันนี้​ และไทยเราคือตัวอะไร​วันนี้เอย่าจะมาเล่าให้ทุกคนได้ทราบกัน

หากย้อนกลับไปเมื่อสักสามสิบปีก่อน​ คนลาวส่วนใหญ่ทะลักเข้ามาไทยเพื่อขายแรงงานแต่เป็นที่น่าแปลกตรงที่​ 30​ ปีผ่านไป​ ไทยเราแทบไม่ได้สร้างอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้แก่ลาวเลย

ในขณะที่เวียดนามมีความสัมพันธ์ในระดับรัฐต่อรัฐอย่างแน่นแฟ้น​ รัฐบาลเวียดนามให้ทุนจำนวนมากแก่ชาวลาวรวมถึงค่าพักพิงเพื่อให้ไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา​ อีกทั้งเวียดนามมองว่าการฝึกอบรมบุคลากรลาวเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระยะยาว จึงมีโครงการรับนักศึกษาลาวในหลายสาขา เช่นแพทย์​ วิศวกรรม​ ครู​ การเกษตรและการบริหารภาครัฐ รวมถึงเวียดนามให้การสนับสนุนการศึกษาภาษาเวียดนามก่อนไปศึกษาต่ออีกด้วย​ และนี่เองเป็นการสร้างเครือข่ายของชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในลาว​ ซึ่งทำให้ความาัมพันธ์ระหว่างลาวและเวียดนามดีขึ้นตามลำดับ

แล้วไทยละ​..... ประเทศไทยก็เป็นปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะนักศึกษาลาวที่เรียนด้วยทุนส่วนตัว เพราะ​ ภาษาใกล้เคียงกัน​วัฒนธรรมคล้ายกัน​ มหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งมีชื่อเสียง​ และค่าใช้จ่ายไม่สูงเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตก​ แต่ทุนที่ไทยให้แก่นักศึกษาลาวนั้น​ หากดูข้อมูลของ​ JICA ในปี​ 2022 จะเห็นว่า​ลาวส่งนักศึกษาไปเรัยนที่เวียดนาม​ 2,060 คน​ในขณะที่ส่งมาไทยแค่​ 143 คนเท่านั้นและปัจจุบันเท่าที่เอย่ามีข้อมูลพบว่ามีนักศึกษาลาวในเวียดนามนับหมื่นคนที่กำลังศึกษาอยู่และพร้อมจะออกมาเป็นกำลังผลักดันคว่มสัมพันธ์ระหว่าง​ 2​ ประเทศในอนาคต

กลับมาดูในมุมเศรษฐกิจบ้างแม้หากเราไปเวียงจันทร์จะพบแต่ธุรกิจคนไทยก็จริงแต่ในความจริงนั้นหากเปรียบเทียบการลงทุนระหว่างไทยกับเวียดนามในลาวถือว่าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงพบว่่มูลค่าการลงทุนสะสมในลาวของไทยอยู่ที่ประมาณ​ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐในขณะที่เวียดนามลงทุนอยู่ที่​ 6.2 พันล้านเหรียญสหรัฐจากข้อมูลอ้างอิงปี​ 2025​ โดยไทยมุ่งเน้นเรื่องการค้าชายแดน​ การขายสินค้าอุปโภคบริโภค​ ธนาคาร​ โรงพยาบาล​ การศึกษา​ การท่องเที่ยว​ ส่วนเวียดนามลงทุนด้านโรงไฟฟ้าพลังน้ำและพลังลม​ เหมืองแร่​สวนยางพารา​ สวนกาแฟ​ ป่าไม้​โทรคมนาคมและธนาคาร​ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสูงกว่าไทยมาก

อนาคตไทยอาจจะไม่ใช่บ้านพี่เมืองน้องอีกต่อไปหากเรายังละเลย​ มองเพื่อนบ้านเป็นบุคคลชั้น​ 2 แบบนี้​ ลาววันนี้เปลี่ยนไปแล้วแต่พร้อมจะเดินหน้าด้วยยุทธศาสตร์พันธมิตรนำเศรษฐกิจและด้วยจำนวนที่คนลาวไปศึกษาที่เวียดนามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆสิ่งที่คนลาวได้กลับมาไม่ใช่แค่วิชาการแต่เป็นนิสัยและพฤติกรรมการทำงานที่ขยีฝันขันแข็งของคนเวียดนามที่พร้อมจะผลักดันประเทศให้เจริญขึ้น​ ส่วนไทยเรานั้นมีคนบอกว่าปัญหาของคนไทยคือเสรีเกินไป​ เสรีทั้งการกระทำและคำพูดจนไม่ยึดในระเบียบแต่นี่คือปัจจัยของเด็กรุ่นใหม่ที่จะพาชาติล้าหลังลงคลองในที่สุด​ เอย่าก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง​ เอาเป็นว่าขอยกคำพูดจากเด็กไทยรายหนึ่งที่บอกว่า​ เกลียดคอรัปชั่นมาก​ แต่ตัวเองก็เอาเปรียบคนอื่นและไม่รักษากฎ​ แล้วจะคาดหวังให้คนอื่นรักษากฎได้อย่างไร​ บ้านที่สะอาดคือบ้านที่เจ้าของหมั่นทำความสะอาดไม่ใช่บ้านที่รอให้คนอื่นมาทำความสะอาดนะคะ​ เอย่าก็ขอฝากไว้เพียงเท่านี้

ที่มา : AYA

เปิดตำนาน “ลูกทิพย์เคลมไทย”!! จากจีนเทาถึงลูกทิพย์ ปมสวมสิทธิ์–พ่อแม่ทิพย์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สะสมมานานหลายทศวรรษ ปัญหาเก่าที่รัฐต้องรื้อทั้งระบบ ไม่ใช่จับแค่บางกลุ่ม

เปิดตำนานลูกทิพย์เคลมไทย

ช่วงนี้ข่าวลูกทิพย์กำลังดังในกระแสเลยทีเดียว​ แต่รู้หรือไม่​ตำนานลูกทิพย์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดมา​ แต่มีมานับเกือบ​ 60​ปีแล้ว​ วันรีัเอย่าจะมาเล่าให้ฟังกัน

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลก​ ประเทศไทยมีการหลั่งไหลของคนต่างด้าวในไทยจำนวนมาก​ เอย่าจะแบ่งเป็นช่วงๆดังต่อไปนี้

ช่วง​ พศ. 2488-2503
หลังสงครามโลกครั้งที่​ 2​ ประเทศจีนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋ง​ ทำให้ชาวจีนมีการอพยพหลายแสนคนเข้าไทย​ โดยส่วนใหญ่คือคือ​ ชาวแต้จิ๋ว​ ฮกเกี้ยน​ ฮากกา​ กวางตุ้งและไหหลำ​ ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้กลับกลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แล้ว​ เพราะนโยบายที่ไทยพยายามจัดการผู้อพยพในปลายทศวรรษ​ 2490 นั่นเอง

ต่อมาในสงครามอินโดจีนก็มีชาวเวียดนามหนีภัยสงครามมาประมาณ​ 50,000-80,000 คนกระจายไปยังบริเวณ​ นครพนม​ สกลนคร​ อุดรธานีและมุกดาหาร​ จนรัฐไทยขณะนั้นหวั่นว่าคนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามเรื่องคอมมิวนิสต์และพยายามผลักดันกลับไป

ต่อมาในปี​ 2518 หลังเขมรแดงขึ้นสู่อำนาจทำให้ชาวกัมพูชาร่วม​ 500,000 คนทะลักเข้าสู่ไทยในศูนย์อพยพต่างๆ​แม้คนส่วนใหญ่ได้ลี้ภัยไปประเทศที่​ 3 แต่ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งก็กระจัดกระจายออกมาในดินแดนอิสานล่างปะปนกับคนไทยในที่สุดเช่นกัน​ และเช่นกันหลังปี​ 2518​ เมื่อลาวเปลี่ยนระบอบการปกครอง​ ชาวลาวร่วม​ 300,000​คนก็ลี้ภัยมายังไทย​ ก่อนไปยังประเทศที่​ 3​ แต่ก็ยังเหลือเป็นชุมชนลาวโดยเฉพาะ​ ชาวลาวม้ง ลาวเย้าส่วนหนึ่งตั้งถิ่นฐานในไทย

สุดท้ายคือชาวเมียมา​ ที่มีการอพยพมา​ 3 ระลอกใหญ่​ ได้แก่ช่วงปี​ 2531 หลังเหตุการณ์​ 8888 มีชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง​ ไทยใหญ่​ มอญและคะฉิ่นหนีอพยพมายังไทยและนี่คือกลุ่มแรกที่เริ่มสร้างสังคมกลืนไทยอย่างเป็นระบบซึ่งกลุ่มนี้ช่วงแรกได้สร้างอาณาจักรตนริมชายแดนไทยเนื่องจากห่างไกลจากการตรวจสอบของทางการ​ ต่อมาหลังปี​ 2533 ด้วยความต้องการแรงงานของไทยสูงขึ้นมากทำให้ชาวเมียนมากว่า​ 5 ล้านคนหลั่งไหลจนสร้างเมืองพม่าที่มหาชัยและบางบอนจนกลายเป็นโมเดลตัวอย่างรวมไปถึงสร้างวัดพม่าขึ้นหลายแห่งในประเทศรวมไปถึงพระธาตุชื่อดังที่เขาค้อยังมีเจดีย์ชเวดากองจำลอง​

การเข้ามาแบบนี้ส่วนหนึ่งก็ไม่ต่างกับกลุ่มจีนเทาคือการใช้สวมสิทธิ์คนตายก็ดี​ หรือแต่งงานทิพย์ก็ดี​หรือที่ใช้มากสุดคือพ่อแม่ทิพย์แอบอ้างลูกชาวเมียนมาเป็นลูกตัวเอง​ ขบวนการเหล่านี้มากมายจนทำให้ชาวเมียนมาบางกลุ่มที่เข้ามาก่อนกลายเป็นคนกลางที่รับงานดูแลคนเหล่านี้เพราะกลายเป็นคนสัญชาติไทยจากการให้ของนักการเมืองที่คนเหล่านี้รับใช้

เรื่องพวกนี้ไม่มช่เรื่องใหม่แต่แค่เรามีอคติจากจีนเทาเลยเหมาว่าจีนชั่วไปหมด​ แต่คนชั่วจริงไม่ใช่ที่เชื้อชาติแต่เป็นบุคคลที่กระทำผิดและคนไทยที่สมรู้ร่วมคิดขายแผ่นดิน​ ขายสิทธิ์คนไทย​ ให้กับคนเหล่านี้​ ก่อนที่ทางการจะจัดการกับแค่จีนเทาหยิบมือทำไมไม่จัดการกับกลุ่มอื่นๆด้วยหรือเพราะว่ากลุ่มเหล่านั้นมาก่อนและมีอำนาจการเมืองหรือเอ็นจีโอหนุนหลังจนไม่อยากจะไปยุ่งกันแน่​ เรื่องนี้เอย่าฝากไว้ให้คิดนะคะ
เปิดตำนานลูกทิพย์เคลมไทย

ช่วงนี้ข่าวลูกทิพย์กำลังดังในกระแสเลยทีเดียว​ แต่รู้หรือไม่​ตำนานลูกทิพย์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดมา​ แต่มีมานับเกือบ​ 60​ปีแล้ว​ วันรีัเอย่าจะมาเล่าให้ฟังกัน

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลก​ ประเทศไทยมีการหลั่งไหลของคนต่างด้าวในไทยจำนวนมาก​ เอย่าจะแบ่งเป็นช่วงๆดังต่อไปนี้

ช่วง​ พศ. 2488-2503
หลังสงครามโลกครั้งที่​ 2​ ประเทศจีนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋ง​ ทำให้ชาวจีนมีการอพยพหลายแสนคนเข้าไทย​ โดยส่วนใหญ่คือคือ​ ชาวแต้จิ๋ว​ ฮกเกี้ยน​ ฮากกา​ กวางตุ้งและไหหลำ​ ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้กลับกลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แล้ว​ เพราะนโยบายที่ไทยพยายามจัดการผู้อพยพในปลายทศวรรษ​ 2490 นั่นเอง

ต่อมาในสงครามอินโดจีนก็มีชาวเวียดนามหนีภัยสงครามมาประมาณ​ 50,000-80,000 คนกระจายไปยังบริเวณ​ นครพนม​ สกลนคร​ อุดรธานีและมุกดาหาร​ จนรัฐไทยขณะนั้นหวั่นว่าคนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามเรื่องคอมมิวนิสต์และพยายามผลักดันกลับไป

ต่อมาในปี​ 2518 หลังเขมรแดงขึ้นสู่อำนาจทำให้ชาวกัมพูชาร่วม​ 500,000 คนทะลักเข้าสู่ไทยในศูนย์อพยพต่างๆ​แม้คนส่วนใหญ่ได้ลี้ภัยไปประเทศที่​ 3 แต่ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งก็กระจัดกระจายออกมาในดินแดนอิสานล่างปะปนกับคนไทยในที่สุดเช่นกัน​ และเช่นกันหลังปี​ 2518​ เมื่อลาวเปลี่ยนระบอบการปกครอง​ ชาวลาวร่วม​ 300,000​คนก็ลี้ภัยมายังไทย​ ก่อนไปยังประเทศที่​ 3​ แต่ก็ยังเหลือเป็นชุมชนลาวโดยเฉพาะ​ ชาวลาวม้ง ลาวเย้าส่วนหนึ่งตั้งถิ่นฐานในไทย

สุดท้ายคือชาวเมียมา​ ที่มีการอพยพมา​ 3 ระลอกใหญ่​ ได้แก่ช่วงปี​ 2531 หลังเหตุการณ์​ 8888 มีชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง​ ไทยใหญ่​ มอญและคะฉิ่นหนีอพยพมายังไทยและนี่คือกลุ่มแรกที่เริ่มสร้างสังคมกลืนไทยอย่างเป็นระบบซึ่งกลุ่มนี้ช่วงแรกได้สร้างอาณาจักรตนริมชายแดนไทยเนื่องจากห่างไกลจากการตรวจสอบของทางการ​ ต่อมาหลังปี​ 2533 ด้วยความต้องการแรงงานของไทยสูงขึ้นมากทำให้ชาวเมียนมากว่า​ 5 ล้านคนหลั่งไหลจนสร้างเมืองพม่าที่มหาชัยและบางบอนจนกลายเป็นโมเดลตัวอย่างรวมไปถึงสร้างวัดพม่าขึ้นหลายแห่งในประเทศรวมไปถึงพระธาตุชื่อดังที่เขาค้อยังมีเจดีย์ชเวดากองจำลอง​

การเข้ามาแบบนี้ส่วนหนึ่งก็ไม่ต่างกับกลุ่มจีนเทาคือการใช้สวมสิทธิ์คนตายก็ดี​ หรือแต่งงานทิพย์ก็ดี​หรือที่ใช้มากสุดคือพ่อแม่ทิพย์แอบอ้างลูกชาวเมียนมาเป็นลูกตัวเอง​ ขบวนการเหล่านี้มากมายจนทำให้ชาวเมียนมาบางกลุ่มที่เข้ามาก่อนกลายเป็นคนกลางที่รับงานดูแลคนเหล่านี้เพราะกลายเป็นคนสัญชาติไทยจากการให้ของนักการเมืองที่คนเหล่านี้รับใช้

เรื่องพวกนี้ไม่มช่เรื่องใหม่แต่แค่เรามีอคติจากจีนเทาเลยเหมาว่าจีนชั่วไปหมด​ แต่คนชั่วจริงไม่ใช่ที่เชื้อชาติแต่เป็นบุคคลที่กระทำผิดและคนไทยที่สมรู้ร่วมคิดขายแผ่นดิน​ ขายสิทธิ์คนไทย​ ให้กับคนเหล่านี้​ ก่อนที่ทางการจะจัดการกับแค่จีนเทาหยิบมือทำไมไม่จัดการกับกลุ่มอื่นๆด้วยหรือเพราะว่ากลุ่มเหล่านั้นมาก่อนและมีอำนาจการเมืองหรือเอ็นจีโอหนุนหลังจนไม่อยากจะไปยุ่งกันแน่​ เรื่องนี้เอย่าฝากไว้ให้คิดนะคะ

ที่มา : AYA

เสาะหาต้นกำเนิด “จีนเทา”!! เปิดรากจีนเทา จากฮ่องกง–มาเก๊ายุคปราบอั้งยี่ สู่การกระจายตัวในเมียนมา ลาว กัมพูชา ไทยต้องจับตาจีนเทารุ่นใหม่ แฝงมากับทุนธุรกิจ หากรัฐไม่คุมเข้มอาจกลายเป็นช่องฟอกเงิน

เสาะหาต้นกำเนิดจีนเทา

ในวันนี้เอย่าเชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จัก​ "จีนเทา"  แต่รู้หรือไม่ต้นกำเนิดของจีนเทามาจากไหน​ วีฝันนี้เอย่าจะพาไปเจาะหาต้นกำเนิดจีนเทากัน​

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ​ 1990-2000 ช่วงนั้นจีนแผ่นดินใหญ่ได้แบ่งออกเป็น​  3​ ส่วน​  โดยใหญ่สุดคือจีนแผ่นดินใหญ่ที่เร่งปฏิรูปครั้งใหญ่ในประเทศ​จนปี​ 1997 จีนได้รับคืนเกาะฮ่องกงจากอังกฤษและต่อมาในปี​  1999  จีนก็ได้มาเก๊ากลับคืนมาด้วยเช่นกัน​

แม้การปกครองจีนจะยึดนโยบายทุนนิยมสำหรับ​ 2 เมืองนี้แต่ในแง่การปราบกลุ่มอิทธิพลใน​ 2 เมืองนี้จีนมีการปราบปรามอย่างจริงจังโดยเฉพาะกลุ่มอั้งยี่ทั้งหลาย​  ที่ก่อร่างสร้างธุรกิจเป็นเงาหลังความศิวิไลย์ในโลกทุนนิยมจนทำให้กลุ่มแก๊งค์เหล่านี้เลือกที่จะต้องหนี​ เพราะมิเช่นนั้น​ปลายทางในการปราบปรามแก๊งค์อาชญากรรมเหล่านี้คือความตายเท่านั้นที่รออยู่ตรงหน้า

การเดินทางของเหล่าแก๊งค์เหล่านี้จึงเลือกเดินทางออกเป็น​ 2​สายคือหากใครมีสายสัมพันธ์การค้าอาวุธ​  ยาเสพติด​ ในตะวันออกเฉียงใต้ก็เลือกมาที่บริเวณรอบบ้านเราไม่ว่าจะเป็นเมียนมา​  ลาว​ หรือ​ กัมพูชา​  เพราะเหล่าชาวแก๊งค์ทราบดีกว่า​ 3​ ประเทศนี้เงินซื้อผู้มีอำนาจในประเทศเหล่านี้ได้​  ส่วนอีกกลุ่มเลือกไปอยู่ในแอฟริกาทำธุรกิจค้ามนุษย์และยาเสพติดส่งเข้ายุโรปและตะวันออกกลาง

เพราะฉะนั้นถามว่ารัฐบาลจีนเป็นคนทำให้เกิดจีนเทาใช่ไหมจะว่าไปก็ไม่ผิด​ แต่ก็ไม่ผิดเช่นกันที่เราจะคิดว่ารัฐบาลจีนเป็นผู้นับสนุนเหล่าจีนเทาเสียเอง​ เพราะการที่จีนต้องการล้างบ้านให้สะอาดและผลักดันจีนเทาเหล่านี้ไม่ให้มีที่ยืนในประเทศ​  แต่จะไปโทษทางจีนเสียทั้งหมดก็ไม่ได้เมื่อจีนเข้ามาช่วยปราบปรามกลุ่มจีนเทา​ ทางจีนก็นำบทลงโทษเดียวที่เป็นมาตรฐานของจีนมาใช้กับกลุ่มจีนเทาที่อยู่นอกประเทศด้วยเช่นเดียวกัน

ปัจจุบันชาวจีนรุ่นใหม่ที่เป็นนักธุรกิจเริ่มเข้ามาก่อตั้งธุรกิจในไทยมากขึ้น​ และนั่นน่าจะเป็นการดีหากรัฐบาลมีการยกระดับการดูแลควบคุมเพื่อลดการแฝงตัวของจีนเทาที่จะมาฟอกเงินในระบบในอนาคต

ที่มา : AYA

HAARP ทำแผ่นดินไหวจริงหรือ? ถอดทฤษฎีสมคบคิด HAARP จากอาวุธทำลายโลก สู่ข้อเท็จจริงแผ่นดินไหวที่โซเชียลต้องคิดใหม่ เอย่าชี้ต้องดูหลักฐาน ไม่ใช่เชื่อภาพจำจากหนังฮอลลีวูด

ถอดความเชื่อจากทฤษฎีสมคบคิดทำลายโลก….HARRP

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมาเกิดเหตุแผ่นดินไหวระดับความแรงมากกว่า 7 แมกนิจูดซึ่งเมื่อเทียบๆกับแผ่นดินไหวที่เกิดที่ประเทศเมียนมาแล้วไม่ต่างกันมากนัก แต่สิ่งที่กล่าวต่างกันคือ มีการรายงานออกตามสื่อออนไลน์หลายช่องทางว่าแผ่นดินไหวที่เกิดไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแต่เกิดจาก เทคโนโลยี HAARP วันนี้เอย่าจึงมาขอวิเคราะห์หาความจริงว่า HARRP ที่หลายๆคนต่างเข้าใจว่ามันคืออาวุธที่สามารถทำลายล้าศัตรูโดยสร้างให้เกิดภัยพิบัติเหมือนที่เคยเห็นในภาพยนตร์ไซไฟฮอลลิวูดนั้นเป็นเรื่องจริงหรือแค่ทฤษฎีสมคบคิดปาหี่เพื่อหลอกชาวโซเชียลกันแน่

ก่อนอื่นเราควรมารู้จักก่อนว่า HAARP คืออะไร คำว่า HAARP ย่อมาจาก High-frequency Active Auroral Research Program เป็นโครงการวิจัยชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ ตั้งอยู่ใน HAARP Research Station ตั้งอยู่ที่เมือง Gakona รัฐอลาสกา มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาปรากฏการณ์ในชั้นบรรยากาศตอนบน โดยใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงกำลังส่งระดับเมกะวัตต์ ส่งไปยังชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ เพื่อทำให้บริเวณเล็ก ๆ ของไอโอโนสเฟียร์อุ่นขึ้นเพียงเล็กน้อยเพื่อหาความรู้ในด้านต่างๆเช่น คลื่นวิทยุเดินทางอย่างไร ทำไมบางวันสื่อสารได้ดีในขณะที่อีกวันไม่มีสัญญาณเลย และการศึกษาเกี่ยวกับพายุสุริยะที่ทำให้ GPS คลาดเคลื่อน โดยใช้ HAARP สร้างสภาพจำลองเพื่อศึกษาปรากฏการณ์นี้ รวมถึงศึกษาเกี่ยวกับแสงเหนือและพฤติกรรมของพลาสมารวมถึงการศึกษาทางดาราศาสตร์ต่างๆ

แล้วทำไมคนถึงเชื่อว่า HAARP เป็นอาวุธทำลายล้าง อันแรกที่มีความเป็นไปได้คือ เดิมได้รับทุนจากกองทัพสหรัฐฯ รวมถึงเอกสารบางส่วนใช้ศัพท์เทคนิค เช่น "Heating the ionosphere" ซึ่งถูกตีความผิดว่าเป็นการ "ยิงพลังงาน" แต่ในทางกลับกันผู้ที่เชื่อว่า HAARP เป็นมากกว่าโครงการวิทยศาสตร์ก็มีเหตุผลมาอธิบายอย่างมีนัยสำคัญว่า HAARP ส่งคลื่นพลังงานสูงขึ้นสู่ไอโอโนสเฟียร์ แล้วทำให้พลังงานถูก "สะท้อน" หรือ "นำลงมา" ผ่านสนามแม่เหล็กโลกทำให้หินที่อยู่ใกล้จะแตกอยู่แล้วได้รับแรงกระตุ้นจนเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งข้ออ้างนี้ยังไม่มีการทดลองหรือหลักฐานที่แสดงว่าพลังงานจากไอโอโนสเฟียร์สามารถส่งลงไปกระตุ้นรอยเลื่อนลึกหลายกิโลเมตรได้จริง อีกข้อมีนักวิชาการอ้างว่า HAARP ได้ปล่อยคลื่นความถี่ต่ำที่สามารถทะลุชั้นหินใต้ดินได้ ทำให้กระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหว แต่ประเด็นคือการล็อคเป้าหมายที่จะทำให้เกิดทำได้อย่างไร

หากเรามีพิจารณาจากข้อมูลด้านภูมิศาสตร์แล้ว เวเนซูเอลาตั้งอยู่บนรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกแคริเบียนและแผ่นเปลือกโลกอเมริกาใต้ แผ่นเปลือกโลกทั้งสองเคลื่อนตัวผ่านกัน ทำให้เกิดรอยเลื่อนสำคัญ เช่น รอยเลื่อน Boconó รอยเลื่อน San Sebastián และรอยเลื่อน El Pilar ซึ่งรอยเลื่อนเหล่านี้เป็นสาเหตุของแผ่นดินไหวขนาดใหญ่หลายครั้งในประวัติศาสตร์
ตามที่ เอย่า วิเคราะห์และมองว่าหากเทคโนโลยีนี้กลายเป็นอาวุธได้จริง ทำไมอเมริกาเลือกจะโจมตีเวเนซูเอลา ทั้งๆที่ก็ยึดเวเนซูเอลาพร้อมที่กำลังปฏิบัติการดูดทรัพยากรเขาอยู่หลังจากใช้อำนาจโดยมิชอบร่วมมือกับคนขายชาติในเวเนซูเอลาเพื่อโค่นล้มประธานาธิบดีของเขาอย่างไม่สนใจความเห็นชาวโลก โดยมีรายงานจากรอยเตอร์ระบุว่า แผ่นดินไหวส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของสหรัฐฯ หรือไม่ คำตอบคือ ส่งผล เพราะต้องปรับลำดับความสำคัญของภารกิจและเผชิญข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่ ไม่ได้ทำให้สหรัฐฯ ถอนกำลังหรือยุติการปฏิบัติการ กลับกัน สหรัฐฯ ยังเพิ่มทรัพยากรเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมในพื้นที่มากขึ้นนั่นเอง อีกเรื่องคือหากเทคโนโลยีนี้ทำได้จริงไม่คิดว่าจีนหรือรัสเซียหรือชาติมหาอำนาจในยุโรปจะทำกันบ้างหรือ เพราะนี่คือเทคโนโลยีที่สามารถทำลายล้างศัตรูได้แบบไม่ต้องระบุตัวตนเลยว่าประเทศใดเป็นคนสั่ง ซึ่งหากเป็นจริงย่อมเป็นที่สนใจของมหาอำนาจหลายๆชาติเป็นแน่แท้

สุดท้ายเอย่าแค่ฝากคำชวนคิดว่าหลายสิ่งที่เราเห็นในโซเชียล ณ วันนี้อาจจะไม่เป็นจริงเสมอไป เช่นเดียวกันกับเรื่อง UFO หรืออากาศยานลึกลับที่นาซ่าเปิดเผยออกมา หลายสิ่งอาจจะแค่เป็นภาพลวงตาที่เบนเข็มความสนใจของชาวโลกให้ออกห่างบางสิ่งก็เป็นได้

ที่มา : AYA

สินค้าไทยยังไม่หายจากกัมพูชา!! สื่อกัมพูชาอ้างแบนสินค้าไทยทำส่งออกทรุด แต่ผู้บริโภคยังต้องซื้อผ่านคนกลาง ตัวเลขชี้การค้าผ่านแดนไทยไปประเทศที่สามยังพุ่ง บตากัมพูชาใช้กระแสแบนสินค้าเป็นเครื่องมือปลุกชาตินิยม

ส่งออกไทยตายเพราะกัมพูชา?

ไม่นานมานี้สื่อเคบีเอ็นนิวส์ของกัมพูชารายงานว่าการส่งออกไทยกำลังย่ำแย่หลังคนกัมพูชาแห่แบนสินค้าไทย   แต่ความจริงจากฝั่งไทยกลับตาลปัตรเพราะไทยเลือกจะเป็นผู้ปิดด่านเอง ซึ่งทางการไทยย่อมเข้าใจอยู่แล้วว่าในอดีตกัมพูชาเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของไทยในละแวกอาเซียน รองจาก  มาเลย์เซีย  เวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย  โดยสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังกัมพูชาส่วนใหญ่คือ  เครื่องดื่ม อาหารสำเร็จรูป วัสดุก่อสร้าง น้ำมัน และสินค้าอุปโภคบริโภค

ในขณะที่ทางการกัมพูชาพยายามอย่างหนักที่จะนำเสนอข่าวว่ากัมพูชาแบนสินค้าไทยแต่กลับพบว่าสินค้าไทยถูกส่งไปยังประเทศที่สามเพิ่มขึ้น โดยปี 2568 การค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เช่น เวียดนาม สิงคโปร์ และจีนตอนใต้ เติบโต 24.4% และการส่งออกผ่านแดนเติบโต 21.2% ซึ่งเป็นสัญญาณว่าผู้ประกอบการไทยเริ่มพึ่งพาเส้นทางผ่านแดนมากขึ้นก่อนหน้าและต่อเนื่องมาถึงปี 2569 และในไตรมาส 1 ของปี 2569 การค้าชายแดนไทยกับกัมพูชายังเป็นศูนย์จากการปิดด่าน แต่การค้าผ่านแดนของไทยไปประเทศที่สามกลับขยายตัวถึง 41.4% สะท้อนว่ามีการเปลี่ยนเส้นทางการค้าและโลจิสติกส์ไปยังประเทศอื่นมากขึ้นเพื่อส่งเข้าไปยังกัมพูชา  สรุปง่ายๆคือว่ากัมพูชายังใช้สินค้าไทยแต่ต้องซื้อสินค้าต่อจากพ่อค้าคนกลางอีกทีหนึ่ง  

 ตัดกลับมาที่ห่วงโซ่อุปทานของเรากับกัมพูชา  ถามว่าผู้ประกอบการไทยกระทบหรือไม่จากการปิดด่านของกัมพูชาก็ต้องบอกว่าผู้ประกอบการได้รับผลกระทบแต่ทว่าตลาดก็กลับมาชดเชยได้จากอุปทานที่มีในกัมพูชาเอง  ดังนั้นยิ่งกัมพูชาออกข่าวว่ามีการปราบปรามการนำเข้าสินค้าไทยมากขึ้นเท่าไร   การลักลอบนำเข้าสินค้าไทยก็จะมีเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวและจะทำให้ราคาขายในตลาดในกัมพูชาของสินค้าเหล่านั้นสูงขึ้นด้วย  สุดท้ายการที่รัฐบาลกัมพูชาพยายามที่จะลดการพึ่งพาสินค้าไทยโดยที่เลือกจะไม่ใช้สินค้าไทยดูเหมือนจะไม่สำเร็จเป็นไปตามแผนเพราะ  ในไทยยังมีคนกัมพูชาส่วนหนึ่งที่เป็นกลุ่มแรงงานและเขาเหล่านั้นเลือกที่จะไม่กลับไปยังกัมพูชา  ซึ่งคนกัมพูชากลุ่มนี้ก็ไม่ได้ถูกรังเกียจจากคนไทยแต่อย่างใดในขณะเดียวกันคนกัมพูชาที่เลือกที่จะอยู่ในประเทศไทยกลับได้รับการดูแลอย่างดีเหมือนเดิมเช่นเดียวกับก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่าง 2 ประเทศ  นั่นแสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะของคนไทยที่สามารถแยกแยะได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นหรือกรอบความคิดที่ทางกัมพูชาสร้างขึ้นให้เกลียดคนไทยไม่ได้ส่งผลไปถึงชาวกัมพูชาทุกคนและชาวกัมพูชาหลายคนเองก็ยอมรับกับเอย่าตรงๆว่าเขาไม่ได้เป็นเหยื่อของโฆษณาชวนเชื่อของผู้นำของเขาแต่เขาเลือกไม่ได้ที่จะออกจากนอกประเทศด้วยการใช้ชีวิตของพวกเขานั้นอยู่ในกัมพูชา

 เอย่าหวังว่าให้คนไทยเข้าใจว่าสุดท้ายข่าวใดๆที่ออกมาจากทางกัมพูชานั่นคือโฆษณาชวนเชื่อที่พยายามจะล้างสมองคนในชาติเขาแต่อย่างไรก็ดีคนกัมพูชาจำนวนไม่น้อยก็ไม่ได้ตกเป็นเหยื่อหรือสาวกอินฟลูเอนเซอร์ที่รับงานรัฐบาลมาล้างสมองสาวกแต่อย่างใด

ที่มา : AYA

ฮอร์โมนข้ามเพศเข้าบัตรทอง? จากสิทธิสุขภาพสู่คำถามงบจำกัด สปสช. เดินหน้าแนวคิดฮอร์โมนฟรีสำหรับคนข้ามเพศ จุดเปลี่ยนระบบสุขภาพไทย หรือโจทย์ใหญ่ที่ต้องถกให้รอบด้าน

ถึงเวลาแล้วหรือ….แจกฮอร์โมนฟรี คนข้ามเพศ

หลังจากที่ประเทศไทยกลายเป็น Hub ของกลุ่ม LGBTQ ที่มีเสียงดังมากขึ้นในสังคมปัจจุบันนี้ ล่าสุดทาง สปสช มีแนวคิดแจกฮอร์โมนข้ามเพศให้กับผู้ที่ถือบัตรทอง ซึ่งแนวคิดนี้ถูกต่อต้านจากหลายภาคส่วนในสังคม วันนี้เอย่าจึงขอมาขุดเบื้องลึกที่เกี่ยวกับการแจกฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศกันนะคะ

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนให้ถ่องแท้ว่าใครคือคนที่สามารถถือบัตรทองได้คือคนสัญชาติไทยที่ไม่ได้อยู่ในระบบสิทธิรักษาอื่น ไม่ว่าจะเป็นประกันสังคม หรือ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ หรือ รัฐวิสาหกิจบางแห่งที่มีสิทธิรักษาเฉพาะของตนเองโดยข้อมูลล่าสุดเมื่อปี 2569 มีผู้มีสิทธิบัตรทองประมาณ 47.5 ล้านคน โดยมีสัดส่วนของผู้รับบริการประมาณ 20,000 คน ที่อยู่ในกลุ่มที่จะต้องใช้ฮอร์โมนข้ามเพศนี้ โดยทาง สปสช มุ่งเป้าไปที่ยา 6 รายการสำคัญที่จะต้องใช้สำหรับคนไข้กลุ่มนี้คือ

1. Leuprorelin (ลิวโพรเรลลิน) หรือ Triptorelin (ทริปโทเรลิน) ใช้กดการสร้างฮอร์โมนเพศจากอัณฑะหรือรังไข่
2. 17-beta Estradiol ชนิดเม็ด เป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนสำหรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ลักษณะเพศหญิง
3. Estradiol Transdermal 0.06% ชนิดทาหรือแผ่นผ่านผิวหนัง เป็นฮอร์โมนสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงเรื่องลิ่มเลือดหรือผลข้างเคียงจากยากิน
4. Testosterone Enanthate ชนิดฉีด เป็นฮอร์โมนเพศชายที่ใช้สำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงไปสู่ลักษณะเพศชาย
5. Cyproterone Acetate ชนิดเม็ด เป็นยาต้านฮอร์โมนเพศชาย (anti-androgen) ที่ช่วยลดระดับเทสโทสเตอโรน
6. Spironolactone ชนิดเม็ด ซึ่งเดิมเป็นยาขับปัสสาวะและรักษาความดัน แต่มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชาย จึงใช้ร่วมกับเอสโตรเจนได้

โดยวางงบประมาณไว้ที่ 145 ล้านบาท เป็นค่ายาและค่าบริการทางการแพทย์ คำถามคือ ณ วันนี้ในวันที่ผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีโรคที่มีความสำคัญและวิกฤตกว่า ค่าใช้จ่ายนี้สำหรับคนประมาณ 20,000 คนมีความจำเป็นมากเพียงใดพื่อที่จะลดปัญหาคนกลุ่มนี้ไปซื้อยาเองแล้วเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากฮอร์โมนที่ใช้กันอย่างไม่ถูกต้อง

หากหันกลับมามองในระดับโลกบ้างว่ามีประเทศใดมีการสนับสนุนให้ฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศบ้าง วันนี้เอย่าเอามาให้ดู

• สหราชอาณาจักร — ในระบบ NHS ครอบคลุมการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่ผ่านกระบวนการวินิจฉัยและเข้าระบบคลินิกเฉพาะทาง แม้จะมีคิวรอนานในหลายพื้นที่
• ฝรั่งเศส — มีการให้ฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศสามารถได้รับการคุ้มครองโดยระบบประกันสุขภาพของรัฐภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
• เยอรมนี — มีระบบประกันสุขภาพภาครัฐครอบคลุมฮอร์โมนสำหรับผู้ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินทางการแพทย์
• เนเธอร์แลนด์ — การให้ฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศนั้นครอบคลุมผ่านระบบประกันสุขภาพภาคบังคับ แต่มีคิวรอค่อนข้างยาว
• เดนมาร์ก — มีการระบุผู้ใช้บริการกลุ่มคนข้ามเพศจำนวนมากได้รับการรักษาผ่านระบบภาษีของรัฐโดยไม่ต้องจ่ายค่าฮอร์โมนเองเป็นหลัก
• บราซิล — มีระบบสาธารณสุขของรัฐ (SUS) มีบริการฮอร์โมนและการดูแลคนข้ามเพศในหลายเมือง
• อาร์เจนตินา — เป็นหนึ่งในประเทศที่มีกฎหมายรับรองสิทธิการเข้าถึงการรักษายืนยันเพศสภาพค่อนข้างกว้างขวาง จุดเริ่มต้นสำคัญคือกฎหมาย Gender Identity Law ของอาร์เจนตินา ซึ่งรับรองสิทธิของบุคคลในการเข้าถึงการรักษาด้วยฮอร์โมนและการรักษายืนยันเพศสภาพโดยไม่ต้องมีคำสั่งศาลหรือการวินิจฉัยทางจิตเวชแบบเดิม ๆ ต่อมา รัฐบาลอาร์เจนตินาได้บรรจุยาฮอร์โมนสำหรับการยืนยันเพศสภาพเข้าในระบบประกันสุขภาพภาคบังคับ (PMO) โดยกำหนดให้ระบบสาธารณสุขของรัฐ ประกันสังคม และประกันสุขภาพเอกชนต้องให้ความคุ้มครอง 100% สำหรับยาที่กำหนด ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับไทย นโยบายล่าสุดของ สปสช. มีลักษณะใกล้เคียงกับแนวทางของอาร์เจนตินาในแง่ที่มองว่าฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพเป็น "บริการสุขภาพ" ที่รัฐควรจัดให้ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ มากกว่ามองเป็นบริการเสริมด้านความงาม

จากเรื่องราวทั้งหมดทั้งมวลที่เอย่ากล่าวมานี้ คงมีคนหลายคนตั้งคำถามว่าแล้ว สปสช เอาความคิดแบบนี้มาจากไหน คิดเองหรือก๊อปจากประเทศที่พัฒนาแล้วมา เรื่องนี้เอย่ามีคำตอบให้

1. แนวทางทางการแพทย์สากล
• ปัจจุบันการดูแลคนข้ามเพศ (Transgender Health Care) ถือเป็นบริการสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในหลายประเทศ
• องค์กรวิชาชีพ เช่น World Professional Association for Transgender Health มีแนวทางการรักษาที่รวมถึงการใช้ฮอร์โมนภายใต้การดูแลของแพทย์

2. เหตุผลด้านสาธารณสุข
• สปสช. ให้เหตุผลว่ามีคนข้ามเพศจำนวนมากซื้อฮอร์โมนกินเองจากร้านขายยา หรือซื้อทางออนไลน์โดยไม่มีการติดตามผลเลือด ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือด ตับ และภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ
• จึงต้องการดึงคนกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบบริการที่มีแพทย์ดูแลแทน

3. แนวคิดเรื่องความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการสุขภาพ
• คณะกรรมการ สปสช. ระบุว่าบริการฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพเป็นสิทธิประโยชน์ด้านส่งเสริมสุขภาพสำหรับกลุ่มคนข้ามเพศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์

4. การผลักดันจากเครือข่ายภาคประชาชนและกลุ่มความหลากหลายทางเพศ
• ประเด็นนี้มีการเรียกร้องมาหลายปีจากองค์กรด้านสิทธิ LGBTQ+ และเครือข่ายผู้รับบริการสุขภาพ ก่อนจะได้รับการอนุมัติงบประมาณในที่สุด

อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ก็มีเสียงคัดค้านเช่นกัน โดยมีผู้ตั้งคำถามว่าในช่วงที่งบประมาณสาธารณสุขมีจำกัด ควรจัดลำดับความสำคัญของงบไปที่โรคหรือบริการอื่นก่อนหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังถกเถียงกันในสังคมไทยอยู่ในขณะนี้และคงต้องดูว่าบทสรุปเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร เพราะหากไทยประกาศใช้สิทธินี้แก่คนข้ามเพศ ไทยจะเป็นประเทศแรกในอาเซียนและในเอเชียที่ครอบคลุมบริการฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพผ่านระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ที่มา : AYA

ถอดสูตรอินฟลูลวงโลกในจีน!! จากจีนถึงไทย เปิดโปงโมเดล “ความจนปลอม” สร้างยอดวิว–ยอดขาย ใครต้องรับผิดชอบ จากคอนเทนต์ขายความสงสาร ถึงคำถามไทยจะจัดการเมื่อไร

ถอดสูตรอินฟลูลวงโลกในจีน​ ไทยจะจัดการกี่โมง

ไม่นานมานี้มีคอนเทนต์เรียกน้ำตาสร้างความสงสารของพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่ตะเลงพาลูกรับทำความสะอาดยังสถานที่ต่างๆ​โดยแต่ละที่ก็เหมือนจงใจสร้างให้สกปรก​รกรุงรังแบบดูเหมือนเซ็ตฉากไว้​ หรือจากการที่มีการขุดคุ้ยว่ามีกลุ่มเอเจนซี่​หรือดราม่าทุนจีนเป็นคนชักใย​ แต่ถึงกระนั้นในไทยกลับไร้การสอบสวนปล่อยให้นักสืบโซเชียลและกระแสสังคมเป็นคนตัดสินเท่านั้น

ทีนี้ย้อนกลับมาดูฝั่งประเทศจีน​  ซึ่งวันนี้เอย่าจะเอาวงการโซเชียลจีนทึ่มีการตัดสินไปแล้วมารีวิวให้ทราบกัน

เคสที่ดูจะเหมือนกับเคสพ่อบ้านเลี้ยงเดี่ยวเคสนี้คือ​เคสของ​ ​น้องเหลียง​ เมิ่งหยาง​ เธอเป็นเน็ตไอดอลชาวจีนจากเขตเหลียงซาน มณฑลเสฉวน ที่โด่งดังมากจากคอนเทนต์แนว “ชีวิตยากจนในชนบท” โดยเธอเล่าเรื่องว่าตัวเองเติบโตอย่างลำบาก อยู่บ้านทรุดโทรม ทำงานหนักบนภูเขา สวมเสื้อผ้าเก่า ๆ และช่วยชาวบ้านขายผลผลิตทางการเกษตรผ่านไลฟ์สตรีม จนมีผู้ติดตามหลายล้านคน​  แต่ต่อมามีชาวเน็ตเริ่มสงสัยว่าหลายคลิปอาจเป็นการ “จัดฉาก” จึงมีคนไปตรวจสอบที่บ้านเกิด และพบข้อมูลที่ขัดแย้งกับเรื่องราวที่เธอเล่า เช่น พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งๆที่เธออ้างกับโซเชียลว่าพ่อแม่เสียชีวิตไปแล้ว​เธอรับภาระเลี้ยงน้องๆ และฉากบ้านยากจนบางส่วนถูกสร้างขึ้นเพื่อการถ่ายทำคอนเทนต์​แค่นั้น​ ไม่ใช่บ้านจริงๆเป็นเพียงโรงนาเก่าในเขตหมู่บ้านเท่านั้น​ หลังจากนั้นทางการจีนได้เข้าตรวจสอบเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคอนเทนต์ลักษณะนี้ และพบว่ามีการใช้ภาพความยากจนปลอมเพื่อดึงความสงสาร กระตุ้นยอดวิว และเพิ่มยอดขายสินค้าในการไลฟ์สด จนกลายเป็นคดีโฆษณาอันเป็นเท็จ​ จนในปี 2567 ศาลจีนมีคำพิพากษาให้เมิ่งหยางและผู้เกี่ยวข้องหลายคนรับโทษจำคุก โดยเมิ่งหยางถูกตัดสินจำคุก 11 เดือน และปรับ 80,000 หยวน ส่วนน้องชายและผู้ร่วมขบวนการร่วม  50​ คน​ก็ได้รับโทษเช่นกัน​ ว่ากันว่าช่วงเวลาที่เธอหลอกลวงนั้นเธอโกยรายได้ไม่ต่ำกว่า​ 30​ ล้านหยวน​ จนหลายสื่อในจีนมองว่าคดีนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทางการเริ่มเข้มงวดกับคอนเทนต์แนว “ชีวิตสุดรันทด” ที่อาจถูกจัดฉากเพื่อการค้า มากกว่าการเล่าเรื่องชีวิตจริงของคนในชนบท​ และนำมาสู่การกวาดล้างคอนเทนต์

การสร้างตัวตนปลอมเพื่อหลอกขายสินค้า​

และแล้วทางการจีนก็เข้ามาควบคุมการทำคอนเทนต์โดยเฉพาะการจัดการกับคอนเทนต์สร้างตัวตนปลอมเพื่อหลอกขายสินค้า​  ซึ่งเคสของเหลียงซาน​ เมิ่งหยางคือ​  1​ ในนั้น​และทางการจีนเรียกประเภทการหลอกลวงแบบเมิ่งหยางว่า​เป็น​แก๊งค์ชาวบ้านยากจนปลอม

คอนเทนต์ต่อมาที่เป็นประเภทเข้าข่ายหลอกลวงคือ​คอนเทนต์ช่วยชาวบ้าน​คือทำเป็นไปไลฟ์

ในชนบทและเชิญชาวบ้านมาบอกว่าผลผลิตขายไม่ออกให้ช่วยซื้อ​ แต่ความจริงคือระบบกองถ่ายมีการเทคซ้ำ​และผลผลิตที่ขายไม่ได้มาจากในพื้นที่นั้นจริง​ ทางฝั่งจีนเรียกคอนเทนต์นี้ว่า​ การตลาดขายความสงสาร​

อีกแนวที่มีมากในจีนจนโดนจับโป๊ะได้คือ​  อินฟลูเอนเซอร์สาย “คนจนกินหรูไม่ได้”  กลุ่มนี้จะอ้างว่าบ้านจน​ ขาดโอกาสทางการศึกษาหรือไม่มีเงินเรียนต่อแล้วต้องทำงานหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว​ กลุ่มนี้สุดท้ายโดนจับได้ว่ากินหรูอยู่สบาย​ อย่างเมิ่งหยางที่เอย่ากล่าวไปก็เป็นแบบนี้ด้วยเช่นกัน

สุดท้ายที่เจอในจีนคือปลอมเป็นชนกลุ่มน้อยเพื่อขายของทั้งที่ไม่ได้เป็นชาติพันธุ์นั้นๆ

ในจีนสอบสวนกลุ่มอินฟลูฯเหล่านี้มีตั้งแต่คดี​โฆษณาเท็จ​ ฉ้อโกง​ เลีายงภาษีไปจนถึงคดีอาญาหากมีการทำเป็นเครือข่าย​ แต่ในไทยกฎหมายมีบทลงโทษสำหรับคนโฆษณาเท็จคือ​ จำคุกไม่เกิน​ 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน​ 100,000​บาท​หรือทั้งจำทั้งปรับ​  หากฉ้อโกงมีโทษจำคุกไม่เกิน​ 3 ปี​หรือปรับ​ไม่เกิน 60,000​บาท​หรือทั้งจำททั้งปรับ​ แต่ด้วยกฎหมายที่เบาหวิวของไทยหากไม่มีการร้องเรียนก็ไม่มีใครตรวจสอบจนกลายเป็นภาระของชาวโซเชียลที่ต้องตรวจสอบกันเองรับความเสี่ยงกันเอง​

เอย่าก็ขอฝากไว้ให้เจ้ากระทรวงไอซีทีและตำรวจไอซีทีนะคะไม่ใช่วันๆจะรอแต่นั่งรับแจ้งความอย่างเดียว​ หากไม่ทำงานเชิงรุกก็ระวังไว้นะคะเผื่อจะมี​ แฮชแืกว่า​#ตำรวจไซเบอร์มีไว้ทำไม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top