Monday, 20 July 2026
AYA IRRAWADEE

เปิดตำนาน “ลูกทิพย์เคลมไทย”!! จากจีนเทาถึงลูกทิพย์ ปมสวมสิทธิ์–พ่อแม่ทิพย์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สะสมมานานหลายทศวรรษ ปัญหาเก่าที่รัฐต้องรื้อทั้งระบบ ไม่ใช่จับแค่บางกลุ่ม

เปิดตำนานลูกทิพย์เคลมไทย

ช่วงนี้ข่าวลูกทิพย์กำลังดังในกระแสเลยทีเดียว​ แต่รู้หรือไม่​ตำนานลูกทิพย์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดมา​ แต่มีมานับเกือบ​ 60​ปีแล้ว​ วันรีัเอย่าจะมาเล่าให้ฟังกัน

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลก​ ประเทศไทยมีการหลั่งไหลของคนต่างด้าวในไทยจำนวนมาก​ เอย่าจะแบ่งเป็นช่วงๆดังต่อไปนี้

ช่วง​ พศ. 2488-2503
หลังสงครามโลกครั้งที่​ 2​ ประเทศจีนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋ง​ ทำให้ชาวจีนมีการอพยพหลายแสนคนเข้าไทย​ โดยส่วนใหญ่คือคือ​ ชาวแต้จิ๋ว​ ฮกเกี้ยน​ ฮากกา​ กวางตุ้งและไหหลำ​ ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้กลับกลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แล้ว​ เพราะนโยบายที่ไทยพยายามจัดการผู้อพยพในปลายทศวรรษ​ 2490 นั่นเอง

ต่อมาในสงครามอินโดจีนก็มีชาวเวียดนามหนีภัยสงครามมาประมาณ​ 50,000-80,000 คนกระจายไปยังบริเวณ​ นครพนม​ สกลนคร​ อุดรธานีและมุกดาหาร​ จนรัฐไทยขณะนั้นหวั่นว่าคนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามเรื่องคอมมิวนิสต์และพยายามผลักดันกลับไป

ต่อมาในปี​ 2518 หลังเขมรแดงขึ้นสู่อำนาจทำให้ชาวกัมพูชาร่วม​ 500,000 คนทะลักเข้าสู่ไทยในศูนย์อพยพต่างๆ​แม้คนส่วนใหญ่ได้ลี้ภัยไปประเทศที่​ 3 แต่ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งก็กระจัดกระจายออกมาในดินแดนอิสานล่างปะปนกับคนไทยในที่สุดเช่นกัน​ และเช่นกันหลังปี​ 2518​ เมื่อลาวเปลี่ยนระบอบการปกครอง​ ชาวลาวร่วม​ 300,000​คนก็ลี้ภัยมายังไทย​ ก่อนไปยังประเทศที่​ 3​ แต่ก็ยังเหลือเป็นชุมชนลาวโดยเฉพาะ​ ชาวลาวม้ง ลาวเย้าส่วนหนึ่งตั้งถิ่นฐานในไทย

สุดท้ายคือชาวเมียมา​ ที่มีการอพยพมา​ 3 ระลอกใหญ่​ ได้แก่ช่วงปี​ 2531 หลังเหตุการณ์​ 8888 มีชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง​ ไทยใหญ่​ มอญและคะฉิ่นหนีอพยพมายังไทยและนี่คือกลุ่มแรกที่เริ่มสร้างสังคมกลืนไทยอย่างเป็นระบบซึ่งกลุ่มนี้ช่วงแรกได้สร้างอาณาจักรตนริมชายแดนไทยเนื่องจากห่างไกลจากการตรวจสอบของทางการ​ ต่อมาหลังปี​ 2533 ด้วยความต้องการแรงงานของไทยสูงขึ้นมากทำให้ชาวเมียนมากว่า​ 5 ล้านคนหลั่งไหลจนสร้างเมืองพม่าที่มหาชัยและบางบอนจนกลายเป็นโมเดลตัวอย่างรวมไปถึงสร้างวัดพม่าขึ้นหลายแห่งในประเทศรวมไปถึงพระธาตุชื่อดังที่เขาค้อยังมีเจดีย์ชเวดากองจำลอง​

การเข้ามาแบบนี้ส่วนหนึ่งก็ไม่ต่างกับกลุ่มจีนเทาคือการใช้สวมสิทธิ์คนตายก็ดี​ หรือแต่งงานทิพย์ก็ดี​หรือที่ใช้มากสุดคือพ่อแม่ทิพย์แอบอ้างลูกชาวเมียนมาเป็นลูกตัวเอง​ ขบวนการเหล่านี้มากมายจนทำให้ชาวเมียนมาบางกลุ่มที่เข้ามาก่อนกลายเป็นคนกลางที่รับงานดูแลคนเหล่านี้เพราะกลายเป็นคนสัญชาติไทยจากการให้ของนักการเมืองที่คนเหล่านี้รับใช้

เรื่องพวกนี้ไม่มช่เรื่องใหม่แต่แค่เรามีอคติจากจีนเทาเลยเหมาว่าจีนชั่วไปหมด​ แต่คนชั่วจริงไม่ใช่ที่เชื้อชาติแต่เป็นบุคคลที่กระทำผิดและคนไทยที่สมรู้ร่วมคิดขายแผ่นดิน​ ขายสิทธิ์คนไทย​ ให้กับคนเหล่านี้​ ก่อนที่ทางการจะจัดการกับแค่จีนเทาหยิบมือทำไมไม่จัดการกับกลุ่มอื่นๆด้วยหรือเพราะว่ากลุ่มเหล่านั้นมาก่อนและมีอำนาจการเมืองหรือเอ็นจีโอหนุนหลังจนไม่อยากจะไปยุ่งกันแน่​ เรื่องนี้เอย่าฝากไว้ให้คิดนะคะ
เปิดตำนานลูกทิพย์เคลมไทย

ช่วงนี้ข่าวลูกทิพย์กำลังดังในกระแสเลยทีเดียว​ แต่รู้หรือไม่​ตำนานลูกทิพย์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดมา​ แต่มีมานับเกือบ​ 60​ปีแล้ว​ วันรีัเอย่าจะมาเล่าให้ฟังกัน

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลก​ ประเทศไทยมีการหลั่งไหลของคนต่างด้าวในไทยจำนวนมาก​ เอย่าจะแบ่งเป็นช่วงๆดังต่อไปนี้

ช่วง​ พศ. 2488-2503
หลังสงครามโลกครั้งที่​ 2​ ประเทศจีนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋ง​ ทำให้ชาวจีนมีการอพยพหลายแสนคนเข้าไทย​ โดยส่วนใหญ่คือคือ​ ชาวแต้จิ๋ว​ ฮกเกี้ยน​ ฮากกา​ กวางตุ้งและไหหลำ​ ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้กลับกลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แล้ว​ เพราะนโยบายที่ไทยพยายามจัดการผู้อพยพในปลายทศวรรษ​ 2490 นั่นเอง

ต่อมาในสงครามอินโดจีนก็มีชาวเวียดนามหนีภัยสงครามมาประมาณ​ 50,000-80,000 คนกระจายไปยังบริเวณ​ นครพนม​ สกลนคร​ อุดรธานีและมุกดาหาร​ จนรัฐไทยขณะนั้นหวั่นว่าคนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามเรื่องคอมมิวนิสต์และพยายามผลักดันกลับไป

ต่อมาในปี​ 2518 หลังเขมรแดงขึ้นสู่อำนาจทำให้ชาวกัมพูชาร่วม​ 500,000 คนทะลักเข้าสู่ไทยในศูนย์อพยพต่างๆ​แม้คนส่วนใหญ่ได้ลี้ภัยไปประเทศที่​ 3 แต่ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งก็กระจัดกระจายออกมาในดินแดนอิสานล่างปะปนกับคนไทยในที่สุดเช่นกัน​ และเช่นกันหลังปี​ 2518​ เมื่อลาวเปลี่ยนระบอบการปกครอง​ ชาวลาวร่วม​ 300,000​คนก็ลี้ภัยมายังไทย​ ก่อนไปยังประเทศที่​ 3​ แต่ก็ยังเหลือเป็นชุมชนลาวโดยเฉพาะ​ ชาวลาวม้ง ลาวเย้าส่วนหนึ่งตั้งถิ่นฐานในไทย

สุดท้ายคือชาวเมียมา​ ที่มีการอพยพมา​ 3 ระลอกใหญ่​ ได้แก่ช่วงปี​ 2531 หลังเหตุการณ์​ 8888 มีชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง​ ไทยใหญ่​ มอญและคะฉิ่นหนีอพยพมายังไทยและนี่คือกลุ่มแรกที่เริ่มสร้างสังคมกลืนไทยอย่างเป็นระบบซึ่งกลุ่มนี้ช่วงแรกได้สร้างอาณาจักรตนริมชายแดนไทยเนื่องจากห่างไกลจากการตรวจสอบของทางการ​ ต่อมาหลังปี​ 2533 ด้วยความต้องการแรงงานของไทยสูงขึ้นมากทำให้ชาวเมียนมากว่า​ 5 ล้านคนหลั่งไหลจนสร้างเมืองพม่าที่มหาชัยและบางบอนจนกลายเป็นโมเดลตัวอย่างรวมไปถึงสร้างวัดพม่าขึ้นหลายแห่งในประเทศรวมไปถึงพระธาตุชื่อดังที่เขาค้อยังมีเจดีย์ชเวดากองจำลอง​

การเข้ามาแบบนี้ส่วนหนึ่งก็ไม่ต่างกับกลุ่มจีนเทาคือการใช้สวมสิทธิ์คนตายก็ดี​ หรือแต่งงานทิพย์ก็ดี​หรือที่ใช้มากสุดคือพ่อแม่ทิพย์แอบอ้างลูกชาวเมียนมาเป็นลูกตัวเอง​ ขบวนการเหล่านี้มากมายจนทำให้ชาวเมียนมาบางกลุ่มที่เข้ามาก่อนกลายเป็นคนกลางที่รับงานดูแลคนเหล่านี้เพราะกลายเป็นคนสัญชาติไทยจากการให้ของนักการเมืองที่คนเหล่านี้รับใช้

เรื่องพวกนี้ไม่มช่เรื่องใหม่แต่แค่เรามีอคติจากจีนเทาเลยเหมาว่าจีนชั่วไปหมด​ แต่คนชั่วจริงไม่ใช่ที่เชื้อชาติแต่เป็นบุคคลที่กระทำผิดและคนไทยที่สมรู้ร่วมคิดขายแผ่นดิน​ ขายสิทธิ์คนไทย​ ให้กับคนเหล่านี้​ ก่อนที่ทางการจะจัดการกับแค่จีนเทาหยิบมือทำไมไม่จัดการกับกลุ่มอื่นๆด้วยหรือเพราะว่ากลุ่มเหล่านั้นมาก่อนและมีอำนาจการเมืองหรือเอ็นจีโอหนุนหลังจนไม่อยากจะไปยุ่งกันแน่​ เรื่องนี้เอย่าฝากไว้ให้คิดนะคะ

ที่มา : AYA

เสาะหาต้นกำเนิด “จีนเทา”!! เปิดรากจีนเทา จากฮ่องกง–มาเก๊ายุคปราบอั้งยี่ สู่การกระจายตัวในเมียนมา ลาว กัมพูชา ไทยต้องจับตาจีนเทารุ่นใหม่ แฝงมากับทุนธุรกิจ หากรัฐไม่คุมเข้มอาจกลายเป็นช่องฟอกเงิน

เสาะหาต้นกำเนิดจีนเทา

ในวันนี้เอย่าเชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จัก​ "จีนเทา"  แต่รู้หรือไม่ต้นกำเนิดของจีนเทามาจากไหน​ วีฝันนี้เอย่าจะพาไปเจาะหาต้นกำเนิดจีนเทากัน​

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ​ 1990-2000 ช่วงนั้นจีนแผ่นดินใหญ่ได้แบ่งออกเป็น​  3​ ส่วน​  โดยใหญ่สุดคือจีนแผ่นดินใหญ่ที่เร่งปฏิรูปครั้งใหญ่ในประเทศ​จนปี​ 1997 จีนได้รับคืนเกาะฮ่องกงจากอังกฤษและต่อมาในปี​  1999  จีนก็ได้มาเก๊ากลับคืนมาด้วยเช่นกัน​

แม้การปกครองจีนจะยึดนโยบายทุนนิยมสำหรับ​ 2 เมืองนี้แต่ในแง่การปราบกลุ่มอิทธิพลใน​ 2 เมืองนี้จีนมีการปราบปรามอย่างจริงจังโดยเฉพาะกลุ่มอั้งยี่ทั้งหลาย​  ที่ก่อร่างสร้างธุรกิจเป็นเงาหลังความศิวิไลย์ในโลกทุนนิยมจนทำให้กลุ่มแก๊งค์เหล่านี้เลือกที่จะต้องหนี​ เพราะมิเช่นนั้น​ปลายทางในการปราบปรามแก๊งค์อาชญากรรมเหล่านี้คือความตายเท่านั้นที่รออยู่ตรงหน้า

การเดินทางของเหล่าแก๊งค์เหล่านี้จึงเลือกเดินทางออกเป็น​ 2​สายคือหากใครมีสายสัมพันธ์การค้าอาวุธ​  ยาเสพติด​ ในตะวันออกเฉียงใต้ก็เลือกมาที่บริเวณรอบบ้านเราไม่ว่าจะเป็นเมียนมา​  ลาว​ หรือ​ กัมพูชา​  เพราะเหล่าชาวแก๊งค์ทราบดีกว่า​ 3​ ประเทศนี้เงินซื้อผู้มีอำนาจในประเทศเหล่านี้ได้​  ส่วนอีกกลุ่มเลือกไปอยู่ในแอฟริกาทำธุรกิจค้ามนุษย์และยาเสพติดส่งเข้ายุโรปและตะวันออกกลาง

เพราะฉะนั้นถามว่ารัฐบาลจีนเป็นคนทำให้เกิดจีนเทาใช่ไหมจะว่าไปก็ไม่ผิด​ แต่ก็ไม่ผิดเช่นกันที่เราจะคิดว่ารัฐบาลจีนเป็นผู้นับสนุนเหล่าจีนเทาเสียเอง​ เพราะการที่จีนต้องการล้างบ้านให้สะอาดและผลักดันจีนเทาเหล่านี้ไม่ให้มีที่ยืนในประเทศ​  แต่จะไปโทษทางจีนเสียทั้งหมดก็ไม่ได้เมื่อจีนเข้ามาช่วยปราบปรามกลุ่มจีนเทา​ ทางจีนก็นำบทลงโทษเดียวที่เป็นมาตรฐานของจีนมาใช้กับกลุ่มจีนเทาที่อยู่นอกประเทศด้วยเช่นเดียวกัน

ปัจจุบันชาวจีนรุ่นใหม่ที่เป็นนักธุรกิจเริ่มเข้ามาก่อตั้งธุรกิจในไทยมากขึ้น​ และนั่นน่าจะเป็นการดีหากรัฐบาลมีการยกระดับการดูแลควบคุมเพื่อลดการแฝงตัวของจีนเทาที่จะมาฟอกเงินในระบบในอนาคต

ที่มา : AYA

HAARP ทำแผ่นดินไหวจริงหรือ? ถอดทฤษฎีสมคบคิด HAARP จากอาวุธทำลายโลก สู่ข้อเท็จจริงแผ่นดินไหวที่โซเชียลต้องคิดใหม่ เอย่าชี้ต้องดูหลักฐาน ไม่ใช่เชื่อภาพจำจากหนังฮอลลีวูด

ถอดความเชื่อจากทฤษฎีสมคบคิดทำลายโลก….HARRP

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมาเกิดเหตุแผ่นดินไหวระดับความแรงมากกว่า 7 แมกนิจูดซึ่งเมื่อเทียบๆกับแผ่นดินไหวที่เกิดที่ประเทศเมียนมาแล้วไม่ต่างกันมากนัก แต่สิ่งที่กล่าวต่างกันคือ มีการรายงานออกตามสื่อออนไลน์หลายช่องทางว่าแผ่นดินไหวที่เกิดไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแต่เกิดจาก เทคโนโลยี HAARP วันนี้เอย่าจึงมาขอวิเคราะห์หาความจริงว่า HARRP ที่หลายๆคนต่างเข้าใจว่ามันคืออาวุธที่สามารถทำลายล้าศัตรูโดยสร้างให้เกิดภัยพิบัติเหมือนที่เคยเห็นในภาพยนตร์ไซไฟฮอลลิวูดนั้นเป็นเรื่องจริงหรือแค่ทฤษฎีสมคบคิดปาหี่เพื่อหลอกชาวโซเชียลกันแน่

ก่อนอื่นเราควรมารู้จักก่อนว่า HAARP คืออะไร คำว่า HAARP ย่อมาจาก High-frequency Active Auroral Research Program เป็นโครงการวิจัยชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ ตั้งอยู่ใน HAARP Research Station ตั้งอยู่ที่เมือง Gakona รัฐอลาสกา มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาปรากฏการณ์ในชั้นบรรยากาศตอนบน โดยใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงกำลังส่งระดับเมกะวัตต์ ส่งไปยังชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ เพื่อทำให้บริเวณเล็ก ๆ ของไอโอโนสเฟียร์อุ่นขึ้นเพียงเล็กน้อยเพื่อหาความรู้ในด้านต่างๆเช่น คลื่นวิทยุเดินทางอย่างไร ทำไมบางวันสื่อสารได้ดีในขณะที่อีกวันไม่มีสัญญาณเลย และการศึกษาเกี่ยวกับพายุสุริยะที่ทำให้ GPS คลาดเคลื่อน โดยใช้ HAARP สร้างสภาพจำลองเพื่อศึกษาปรากฏการณ์นี้ รวมถึงศึกษาเกี่ยวกับแสงเหนือและพฤติกรรมของพลาสมารวมถึงการศึกษาทางดาราศาสตร์ต่างๆ

แล้วทำไมคนถึงเชื่อว่า HAARP เป็นอาวุธทำลายล้าง อันแรกที่มีความเป็นไปได้คือ เดิมได้รับทุนจากกองทัพสหรัฐฯ รวมถึงเอกสารบางส่วนใช้ศัพท์เทคนิค เช่น "Heating the ionosphere" ซึ่งถูกตีความผิดว่าเป็นการ "ยิงพลังงาน" แต่ในทางกลับกันผู้ที่เชื่อว่า HAARP เป็นมากกว่าโครงการวิทยศาสตร์ก็มีเหตุผลมาอธิบายอย่างมีนัยสำคัญว่า HAARP ส่งคลื่นพลังงานสูงขึ้นสู่ไอโอโนสเฟียร์ แล้วทำให้พลังงานถูก "สะท้อน" หรือ "นำลงมา" ผ่านสนามแม่เหล็กโลกทำให้หินที่อยู่ใกล้จะแตกอยู่แล้วได้รับแรงกระตุ้นจนเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งข้ออ้างนี้ยังไม่มีการทดลองหรือหลักฐานที่แสดงว่าพลังงานจากไอโอโนสเฟียร์สามารถส่งลงไปกระตุ้นรอยเลื่อนลึกหลายกิโลเมตรได้จริง อีกข้อมีนักวิชาการอ้างว่า HAARP ได้ปล่อยคลื่นความถี่ต่ำที่สามารถทะลุชั้นหินใต้ดินได้ ทำให้กระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหว แต่ประเด็นคือการล็อคเป้าหมายที่จะทำให้เกิดทำได้อย่างไร

หากเรามีพิจารณาจากข้อมูลด้านภูมิศาสตร์แล้ว เวเนซูเอลาตั้งอยู่บนรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกแคริเบียนและแผ่นเปลือกโลกอเมริกาใต้ แผ่นเปลือกโลกทั้งสองเคลื่อนตัวผ่านกัน ทำให้เกิดรอยเลื่อนสำคัญ เช่น รอยเลื่อน Boconó รอยเลื่อน San Sebastián และรอยเลื่อน El Pilar ซึ่งรอยเลื่อนเหล่านี้เป็นสาเหตุของแผ่นดินไหวขนาดใหญ่หลายครั้งในประวัติศาสตร์
ตามที่ เอย่า วิเคราะห์และมองว่าหากเทคโนโลยีนี้กลายเป็นอาวุธได้จริง ทำไมอเมริกาเลือกจะโจมตีเวเนซูเอลา ทั้งๆที่ก็ยึดเวเนซูเอลาพร้อมที่กำลังปฏิบัติการดูดทรัพยากรเขาอยู่หลังจากใช้อำนาจโดยมิชอบร่วมมือกับคนขายชาติในเวเนซูเอลาเพื่อโค่นล้มประธานาธิบดีของเขาอย่างไม่สนใจความเห็นชาวโลก โดยมีรายงานจากรอยเตอร์ระบุว่า แผ่นดินไหวส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของสหรัฐฯ หรือไม่ คำตอบคือ ส่งผล เพราะต้องปรับลำดับความสำคัญของภารกิจและเผชิญข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่ ไม่ได้ทำให้สหรัฐฯ ถอนกำลังหรือยุติการปฏิบัติการ กลับกัน สหรัฐฯ ยังเพิ่มทรัพยากรเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมในพื้นที่มากขึ้นนั่นเอง อีกเรื่องคือหากเทคโนโลยีนี้ทำได้จริงไม่คิดว่าจีนหรือรัสเซียหรือชาติมหาอำนาจในยุโรปจะทำกันบ้างหรือ เพราะนี่คือเทคโนโลยีที่สามารถทำลายล้างศัตรูได้แบบไม่ต้องระบุตัวตนเลยว่าประเทศใดเป็นคนสั่ง ซึ่งหากเป็นจริงย่อมเป็นที่สนใจของมหาอำนาจหลายๆชาติเป็นแน่แท้

สุดท้ายเอย่าแค่ฝากคำชวนคิดว่าหลายสิ่งที่เราเห็นในโซเชียล ณ วันนี้อาจจะไม่เป็นจริงเสมอไป เช่นเดียวกันกับเรื่อง UFO หรืออากาศยานลึกลับที่นาซ่าเปิดเผยออกมา หลายสิ่งอาจจะแค่เป็นภาพลวงตาที่เบนเข็มความสนใจของชาวโลกให้ออกห่างบางสิ่งก็เป็นได้

ที่มา : AYA

สินค้าไทยยังไม่หายจากกัมพูชา!! สื่อกัมพูชาอ้างแบนสินค้าไทยทำส่งออกทรุด แต่ผู้บริโภคยังต้องซื้อผ่านคนกลาง ตัวเลขชี้การค้าผ่านแดนไทยไปประเทศที่สามยังพุ่ง บตากัมพูชาใช้กระแสแบนสินค้าเป็นเครื่องมือปลุกชาตินิยม

ส่งออกไทยตายเพราะกัมพูชา?

ไม่นานมานี้สื่อเคบีเอ็นนิวส์ของกัมพูชารายงานว่าการส่งออกไทยกำลังย่ำแย่หลังคนกัมพูชาแห่แบนสินค้าไทย   แต่ความจริงจากฝั่งไทยกลับตาลปัตรเพราะไทยเลือกจะเป็นผู้ปิดด่านเอง ซึ่งทางการไทยย่อมเข้าใจอยู่แล้วว่าในอดีตกัมพูชาเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของไทยในละแวกอาเซียน รองจาก  มาเลย์เซีย  เวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย  โดยสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังกัมพูชาส่วนใหญ่คือ  เครื่องดื่ม อาหารสำเร็จรูป วัสดุก่อสร้าง น้ำมัน และสินค้าอุปโภคบริโภค

ในขณะที่ทางการกัมพูชาพยายามอย่างหนักที่จะนำเสนอข่าวว่ากัมพูชาแบนสินค้าไทยแต่กลับพบว่าสินค้าไทยถูกส่งไปยังประเทศที่สามเพิ่มขึ้น โดยปี 2568 การค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เช่น เวียดนาม สิงคโปร์ และจีนตอนใต้ เติบโต 24.4% และการส่งออกผ่านแดนเติบโต 21.2% ซึ่งเป็นสัญญาณว่าผู้ประกอบการไทยเริ่มพึ่งพาเส้นทางผ่านแดนมากขึ้นก่อนหน้าและต่อเนื่องมาถึงปี 2569 และในไตรมาส 1 ของปี 2569 การค้าชายแดนไทยกับกัมพูชายังเป็นศูนย์จากการปิดด่าน แต่การค้าผ่านแดนของไทยไปประเทศที่สามกลับขยายตัวถึง 41.4% สะท้อนว่ามีการเปลี่ยนเส้นทางการค้าและโลจิสติกส์ไปยังประเทศอื่นมากขึ้นเพื่อส่งเข้าไปยังกัมพูชา  สรุปง่ายๆคือว่ากัมพูชายังใช้สินค้าไทยแต่ต้องซื้อสินค้าต่อจากพ่อค้าคนกลางอีกทีหนึ่ง  

 ตัดกลับมาที่ห่วงโซ่อุปทานของเรากับกัมพูชา  ถามว่าผู้ประกอบการไทยกระทบหรือไม่จากการปิดด่านของกัมพูชาก็ต้องบอกว่าผู้ประกอบการได้รับผลกระทบแต่ทว่าตลาดก็กลับมาชดเชยได้จากอุปทานที่มีในกัมพูชาเอง  ดังนั้นยิ่งกัมพูชาออกข่าวว่ามีการปราบปรามการนำเข้าสินค้าไทยมากขึ้นเท่าไร   การลักลอบนำเข้าสินค้าไทยก็จะมีเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวและจะทำให้ราคาขายในตลาดในกัมพูชาของสินค้าเหล่านั้นสูงขึ้นด้วย  สุดท้ายการที่รัฐบาลกัมพูชาพยายามที่จะลดการพึ่งพาสินค้าไทยโดยที่เลือกจะไม่ใช้สินค้าไทยดูเหมือนจะไม่สำเร็จเป็นไปตามแผนเพราะ  ในไทยยังมีคนกัมพูชาส่วนหนึ่งที่เป็นกลุ่มแรงงานและเขาเหล่านั้นเลือกที่จะไม่กลับไปยังกัมพูชา  ซึ่งคนกัมพูชากลุ่มนี้ก็ไม่ได้ถูกรังเกียจจากคนไทยแต่อย่างใดในขณะเดียวกันคนกัมพูชาที่เลือกที่จะอยู่ในประเทศไทยกลับได้รับการดูแลอย่างดีเหมือนเดิมเช่นเดียวกับก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่าง 2 ประเทศ  นั่นแสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะของคนไทยที่สามารถแยกแยะได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นหรือกรอบความคิดที่ทางกัมพูชาสร้างขึ้นให้เกลียดคนไทยไม่ได้ส่งผลไปถึงชาวกัมพูชาทุกคนและชาวกัมพูชาหลายคนเองก็ยอมรับกับเอย่าตรงๆว่าเขาไม่ได้เป็นเหยื่อของโฆษณาชวนเชื่อของผู้นำของเขาแต่เขาเลือกไม่ได้ที่จะออกจากนอกประเทศด้วยการใช้ชีวิตของพวกเขานั้นอยู่ในกัมพูชา

 เอย่าหวังว่าให้คนไทยเข้าใจว่าสุดท้ายข่าวใดๆที่ออกมาจากทางกัมพูชานั่นคือโฆษณาชวนเชื่อที่พยายามจะล้างสมองคนในชาติเขาแต่อย่างไรก็ดีคนกัมพูชาจำนวนไม่น้อยก็ไม่ได้ตกเป็นเหยื่อหรือสาวกอินฟลูเอนเซอร์ที่รับงานรัฐบาลมาล้างสมองสาวกแต่อย่างใด

ที่มา : AYA

ฮอร์โมนข้ามเพศเข้าบัตรทอง? จากสิทธิสุขภาพสู่คำถามงบจำกัด สปสช. เดินหน้าแนวคิดฮอร์โมนฟรีสำหรับคนข้ามเพศ จุดเปลี่ยนระบบสุขภาพไทย หรือโจทย์ใหญ่ที่ต้องถกให้รอบด้าน

ถึงเวลาแล้วหรือ….แจกฮอร์โมนฟรี คนข้ามเพศ

หลังจากที่ประเทศไทยกลายเป็น Hub ของกลุ่ม LGBTQ ที่มีเสียงดังมากขึ้นในสังคมปัจจุบันนี้ ล่าสุดทาง สปสช มีแนวคิดแจกฮอร์โมนข้ามเพศให้กับผู้ที่ถือบัตรทอง ซึ่งแนวคิดนี้ถูกต่อต้านจากหลายภาคส่วนในสังคม วันนี้เอย่าจึงขอมาขุดเบื้องลึกที่เกี่ยวกับการแจกฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศกันนะคะ

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนให้ถ่องแท้ว่าใครคือคนที่สามารถถือบัตรทองได้คือคนสัญชาติไทยที่ไม่ได้อยู่ในระบบสิทธิรักษาอื่น ไม่ว่าจะเป็นประกันสังคม หรือ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ หรือ รัฐวิสาหกิจบางแห่งที่มีสิทธิรักษาเฉพาะของตนเองโดยข้อมูลล่าสุดเมื่อปี 2569 มีผู้มีสิทธิบัตรทองประมาณ 47.5 ล้านคน โดยมีสัดส่วนของผู้รับบริการประมาณ 20,000 คน ที่อยู่ในกลุ่มที่จะต้องใช้ฮอร์โมนข้ามเพศนี้ โดยทาง สปสช มุ่งเป้าไปที่ยา 6 รายการสำคัญที่จะต้องใช้สำหรับคนไข้กลุ่มนี้คือ

1. Leuprorelin (ลิวโพรเรลลิน) หรือ Triptorelin (ทริปโทเรลิน) ใช้กดการสร้างฮอร์โมนเพศจากอัณฑะหรือรังไข่
2. 17-beta Estradiol ชนิดเม็ด เป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนสำหรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ลักษณะเพศหญิง
3. Estradiol Transdermal 0.06% ชนิดทาหรือแผ่นผ่านผิวหนัง เป็นฮอร์โมนสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงเรื่องลิ่มเลือดหรือผลข้างเคียงจากยากิน
4. Testosterone Enanthate ชนิดฉีด เป็นฮอร์โมนเพศชายที่ใช้สำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงไปสู่ลักษณะเพศชาย
5. Cyproterone Acetate ชนิดเม็ด เป็นยาต้านฮอร์โมนเพศชาย (anti-androgen) ที่ช่วยลดระดับเทสโทสเตอโรน
6. Spironolactone ชนิดเม็ด ซึ่งเดิมเป็นยาขับปัสสาวะและรักษาความดัน แต่มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชาย จึงใช้ร่วมกับเอสโตรเจนได้

โดยวางงบประมาณไว้ที่ 145 ล้านบาท เป็นค่ายาและค่าบริการทางการแพทย์ คำถามคือ ณ วันนี้ในวันที่ผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีโรคที่มีความสำคัญและวิกฤตกว่า ค่าใช้จ่ายนี้สำหรับคนประมาณ 20,000 คนมีความจำเป็นมากเพียงใดพื่อที่จะลดปัญหาคนกลุ่มนี้ไปซื้อยาเองแล้วเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากฮอร์โมนที่ใช้กันอย่างไม่ถูกต้อง

หากหันกลับมามองในระดับโลกบ้างว่ามีประเทศใดมีการสนับสนุนให้ฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศบ้าง วันนี้เอย่าเอามาให้ดู

• สหราชอาณาจักร — ในระบบ NHS ครอบคลุมการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่ผ่านกระบวนการวินิจฉัยและเข้าระบบคลินิกเฉพาะทาง แม้จะมีคิวรอนานในหลายพื้นที่
• ฝรั่งเศส — มีการให้ฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศสามารถได้รับการคุ้มครองโดยระบบประกันสุขภาพของรัฐภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
• เยอรมนี — มีระบบประกันสุขภาพภาครัฐครอบคลุมฮอร์โมนสำหรับผู้ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินทางการแพทย์
• เนเธอร์แลนด์ — การให้ฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศนั้นครอบคลุมผ่านระบบประกันสุขภาพภาคบังคับ แต่มีคิวรอค่อนข้างยาว
• เดนมาร์ก — มีการระบุผู้ใช้บริการกลุ่มคนข้ามเพศจำนวนมากได้รับการรักษาผ่านระบบภาษีของรัฐโดยไม่ต้องจ่ายค่าฮอร์โมนเองเป็นหลัก
• บราซิล — มีระบบสาธารณสุขของรัฐ (SUS) มีบริการฮอร์โมนและการดูแลคนข้ามเพศในหลายเมือง
• อาร์เจนตินา — เป็นหนึ่งในประเทศที่มีกฎหมายรับรองสิทธิการเข้าถึงการรักษายืนยันเพศสภาพค่อนข้างกว้างขวาง จุดเริ่มต้นสำคัญคือกฎหมาย Gender Identity Law ของอาร์เจนตินา ซึ่งรับรองสิทธิของบุคคลในการเข้าถึงการรักษาด้วยฮอร์โมนและการรักษายืนยันเพศสภาพโดยไม่ต้องมีคำสั่งศาลหรือการวินิจฉัยทางจิตเวชแบบเดิม ๆ ต่อมา รัฐบาลอาร์เจนตินาได้บรรจุยาฮอร์โมนสำหรับการยืนยันเพศสภาพเข้าในระบบประกันสุขภาพภาคบังคับ (PMO) โดยกำหนดให้ระบบสาธารณสุขของรัฐ ประกันสังคม และประกันสุขภาพเอกชนต้องให้ความคุ้มครอง 100% สำหรับยาที่กำหนด ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับไทย นโยบายล่าสุดของ สปสช. มีลักษณะใกล้เคียงกับแนวทางของอาร์เจนตินาในแง่ที่มองว่าฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพเป็น "บริการสุขภาพ" ที่รัฐควรจัดให้ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ มากกว่ามองเป็นบริการเสริมด้านความงาม

จากเรื่องราวทั้งหมดทั้งมวลที่เอย่ากล่าวมานี้ คงมีคนหลายคนตั้งคำถามว่าแล้ว สปสช เอาความคิดแบบนี้มาจากไหน คิดเองหรือก๊อปจากประเทศที่พัฒนาแล้วมา เรื่องนี้เอย่ามีคำตอบให้

1. แนวทางทางการแพทย์สากล
• ปัจจุบันการดูแลคนข้ามเพศ (Transgender Health Care) ถือเป็นบริการสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในหลายประเทศ
• องค์กรวิชาชีพ เช่น World Professional Association for Transgender Health มีแนวทางการรักษาที่รวมถึงการใช้ฮอร์โมนภายใต้การดูแลของแพทย์

2. เหตุผลด้านสาธารณสุข
• สปสช. ให้เหตุผลว่ามีคนข้ามเพศจำนวนมากซื้อฮอร์โมนกินเองจากร้านขายยา หรือซื้อทางออนไลน์โดยไม่มีการติดตามผลเลือด ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือด ตับ และภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ
• จึงต้องการดึงคนกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบบริการที่มีแพทย์ดูแลแทน

3. แนวคิดเรื่องความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการสุขภาพ
• คณะกรรมการ สปสช. ระบุว่าบริการฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพเป็นสิทธิประโยชน์ด้านส่งเสริมสุขภาพสำหรับกลุ่มคนข้ามเพศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์

4. การผลักดันจากเครือข่ายภาคประชาชนและกลุ่มความหลากหลายทางเพศ
• ประเด็นนี้มีการเรียกร้องมาหลายปีจากองค์กรด้านสิทธิ LGBTQ+ และเครือข่ายผู้รับบริการสุขภาพ ก่อนจะได้รับการอนุมัติงบประมาณในที่สุด

อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ก็มีเสียงคัดค้านเช่นกัน โดยมีผู้ตั้งคำถามว่าในช่วงที่งบประมาณสาธารณสุขมีจำกัด ควรจัดลำดับความสำคัญของงบไปที่โรคหรือบริการอื่นก่อนหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังถกเถียงกันในสังคมไทยอยู่ในขณะนี้และคงต้องดูว่าบทสรุปเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร เพราะหากไทยประกาศใช้สิทธินี้แก่คนข้ามเพศ ไทยจะเป็นประเทศแรกในอาเซียนและในเอเชียที่ครอบคลุมบริการฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพผ่านระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ที่มา : AYA

ถอดสูตรอินฟลูลวงโลกในจีน!! จากจีนถึงไทย เปิดโปงโมเดล “ความจนปลอม” สร้างยอดวิว–ยอดขาย ใครต้องรับผิดชอบ จากคอนเทนต์ขายความสงสาร ถึงคำถามไทยจะจัดการเมื่อไร

ถอดสูตรอินฟลูลวงโลกในจีน​ ไทยจะจัดการกี่โมง

ไม่นานมานี้มีคอนเทนต์เรียกน้ำตาสร้างความสงสารของพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่ตะเลงพาลูกรับทำความสะอาดยังสถานที่ต่างๆ​โดยแต่ละที่ก็เหมือนจงใจสร้างให้สกปรก​รกรุงรังแบบดูเหมือนเซ็ตฉากไว้​ หรือจากการที่มีการขุดคุ้ยว่ามีกลุ่มเอเจนซี่​หรือดราม่าทุนจีนเป็นคนชักใย​ แต่ถึงกระนั้นในไทยกลับไร้การสอบสวนปล่อยให้นักสืบโซเชียลและกระแสสังคมเป็นคนตัดสินเท่านั้น

ทีนี้ย้อนกลับมาดูฝั่งประเทศจีน​  ซึ่งวันนี้เอย่าจะเอาวงการโซเชียลจีนทึ่มีการตัดสินไปแล้วมารีวิวให้ทราบกัน

เคสที่ดูจะเหมือนกับเคสพ่อบ้านเลี้ยงเดี่ยวเคสนี้คือ​เคสของ​ ​น้องเหลียง​ เมิ่งหยาง​ เธอเป็นเน็ตไอดอลชาวจีนจากเขตเหลียงซาน มณฑลเสฉวน ที่โด่งดังมากจากคอนเทนต์แนว “ชีวิตยากจนในชนบท” โดยเธอเล่าเรื่องว่าตัวเองเติบโตอย่างลำบาก อยู่บ้านทรุดโทรม ทำงานหนักบนภูเขา สวมเสื้อผ้าเก่า ๆ และช่วยชาวบ้านขายผลผลิตทางการเกษตรผ่านไลฟ์สตรีม จนมีผู้ติดตามหลายล้านคน​  แต่ต่อมามีชาวเน็ตเริ่มสงสัยว่าหลายคลิปอาจเป็นการ “จัดฉาก” จึงมีคนไปตรวจสอบที่บ้านเกิด และพบข้อมูลที่ขัดแย้งกับเรื่องราวที่เธอเล่า เช่น พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งๆที่เธออ้างกับโซเชียลว่าพ่อแม่เสียชีวิตไปแล้ว​เธอรับภาระเลี้ยงน้องๆ และฉากบ้านยากจนบางส่วนถูกสร้างขึ้นเพื่อการถ่ายทำคอนเทนต์​แค่นั้น​ ไม่ใช่บ้านจริงๆเป็นเพียงโรงนาเก่าในเขตหมู่บ้านเท่านั้น​ หลังจากนั้นทางการจีนได้เข้าตรวจสอบเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคอนเทนต์ลักษณะนี้ และพบว่ามีการใช้ภาพความยากจนปลอมเพื่อดึงความสงสาร กระตุ้นยอดวิว และเพิ่มยอดขายสินค้าในการไลฟ์สด จนกลายเป็นคดีโฆษณาอันเป็นเท็จ​ จนในปี 2567 ศาลจีนมีคำพิพากษาให้เมิ่งหยางและผู้เกี่ยวข้องหลายคนรับโทษจำคุก โดยเมิ่งหยางถูกตัดสินจำคุก 11 เดือน และปรับ 80,000 หยวน ส่วนน้องชายและผู้ร่วมขบวนการร่วม  50​ คน​ก็ได้รับโทษเช่นกัน​ ว่ากันว่าช่วงเวลาที่เธอหลอกลวงนั้นเธอโกยรายได้ไม่ต่ำกว่า​ 30​ ล้านหยวน​ จนหลายสื่อในจีนมองว่าคดีนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทางการเริ่มเข้มงวดกับคอนเทนต์แนว “ชีวิตสุดรันทด” ที่อาจถูกจัดฉากเพื่อการค้า มากกว่าการเล่าเรื่องชีวิตจริงของคนในชนบท​ และนำมาสู่การกวาดล้างคอนเทนต์

การสร้างตัวตนปลอมเพื่อหลอกขายสินค้า​

และแล้วทางการจีนก็เข้ามาควบคุมการทำคอนเทนต์โดยเฉพาะการจัดการกับคอนเทนต์สร้างตัวตนปลอมเพื่อหลอกขายสินค้า​  ซึ่งเคสของเหลียงซาน​ เมิ่งหยางคือ​  1​ ในนั้น​และทางการจีนเรียกประเภทการหลอกลวงแบบเมิ่งหยางว่า​เป็น​แก๊งค์ชาวบ้านยากจนปลอม

คอนเทนต์ต่อมาที่เป็นประเภทเข้าข่ายหลอกลวงคือ​คอนเทนต์ช่วยชาวบ้าน​คือทำเป็นไปไลฟ์

ในชนบทและเชิญชาวบ้านมาบอกว่าผลผลิตขายไม่ออกให้ช่วยซื้อ​ แต่ความจริงคือระบบกองถ่ายมีการเทคซ้ำ​และผลผลิตที่ขายไม่ได้มาจากในพื้นที่นั้นจริง​ ทางฝั่งจีนเรียกคอนเทนต์นี้ว่า​ การตลาดขายความสงสาร​

อีกแนวที่มีมากในจีนจนโดนจับโป๊ะได้คือ​  อินฟลูเอนเซอร์สาย “คนจนกินหรูไม่ได้”  กลุ่มนี้จะอ้างว่าบ้านจน​ ขาดโอกาสทางการศึกษาหรือไม่มีเงินเรียนต่อแล้วต้องทำงานหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว​ กลุ่มนี้สุดท้ายโดนจับได้ว่ากินหรูอยู่สบาย​ อย่างเมิ่งหยางที่เอย่ากล่าวไปก็เป็นแบบนี้ด้วยเช่นกัน

สุดท้ายที่เจอในจีนคือปลอมเป็นชนกลุ่มน้อยเพื่อขายของทั้งที่ไม่ได้เป็นชาติพันธุ์นั้นๆ

ในจีนสอบสวนกลุ่มอินฟลูฯเหล่านี้มีตั้งแต่คดี​โฆษณาเท็จ​ ฉ้อโกง​ เลีายงภาษีไปจนถึงคดีอาญาหากมีการทำเป็นเครือข่าย​ แต่ในไทยกฎหมายมีบทลงโทษสำหรับคนโฆษณาเท็จคือ​ จำคุกไม่เกิน​ 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน​ 100,000​บาท​หรือทั้งจำทั้งปรับ​  หากฉ้อโกงมีโทษจำคุกไม่เกิน​ 3 ปี​หรือปรับ​ไม่เกิน 60,000​บาท​หรือทั้งจำททั้งปรับ​ แต่ด้วยกฎหมายที่เบาหวิวของไทยหากไม่มีการร้องเรียนก็ไม่มีใครตรวจสอบจนกลายเป็นภาระของชาวโซเชียลที่ต้องตรวจสอบกันเองรับความเสี่ยงกันเอง​

เอย่าก็ขอฝากไว้ให้เจ้ากระทรวงไอซีทีและตำรวจไอซีทีนะคะไม่ใช่วันๆจะรอแต่นั่งรับแจ้งความอย่างเดียว​ หากไม่ทำงานเชิงรุกก็ระวังไว้นะคะเผื่อจะมี​ แฮชแืกว่า​#ตำรวจไซเบอร์มีไว้ทำไม

สัตว์กินซากผู้ไม่ยอมแพ้!! เปิดความหมายซ่อนอยู่ของ “เหี้ย” ในวัฒนธรรมพื้นบ้านอุษาคเนย์ ตัวเหี้ยในมุมใหม่จากสัตว์ที่คนรังเกียจ สู่ไอคอนเมืองและบทเรียนชีวิตของการปรับตัว

"เหี้ย"  กับความเชื่อในอุษาคเณย์

ในอดีต​ตะกวด​รวมถึงตัวเหี้ย​ถูกตราหน้าในวัฒนธรรมไทยในฐานะสัตว์ที่นำพาโชคร้ายมาให้​ แต่ปัจจุบัน​ไทยเราผลักดันจนความเชื่อดังกล่าวแทบจะหมดไปจากสังคมไทยแล้ว​ แถมในเมืองใหญ่เรายังโปรโมทเหล่าน้องเหี้ยทั้งหลายจนกลายเป็นซอฟท์พาวเวอร์ไอคอนนิกของเราด้วย​ดังที่สวนลุมพินีมีรูปปั้นตัวเหี้ยจนใครๆที่มาก็ต้องถ่ายรูปกลับไปเป็นที่ระลึกกัน​  วันนี้เอย่าจึงอาสาพาเจาะความเชื่อของเหี้ยในและตะกวดอุษาคเณย์นี้ว่าในกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเชื่ออย่างไรบ้าง

เริ่มจากลาว​ที่มีความเชื่อคล้ายกับไทยในสมัยก่อนว่า​ถ้ามันขึ้นบ้านหรือขึ้นถุนบ้าน แปลว่าจะมีแขกที่ไม่คาดคิดหรือมีเหตุเปลี่ยนแปลงคาดคิดเกิดขึ้น​ ถ้าร้องใกล้บ้านกลางคืนถือเป็นลางลางไม่ดี​ ในบางพื้นที่เชื่อว่ามันคือตัวนำเคราะห์ร้่ยหรือสิ่งไม่บริสุทธิ์มาสู่ชุมชน​ ถึงขับไล่หรือไล่ตีเมื่อพบเจอ​ แต่ในนิทานพื้นบ้านของลาว ตะกวดมักถูกใช้แทน คนเจ้าเล่ห์แต่รอดทุกสถานการณ์​   เอ๊ะคล้ายๆกับที่คนไทยด่าว่า​ "ไอ้เหี้ย" ไหม

ต่อมาในความเชื่อของพวกชาวเขมร​  คนเขมรเชื่อว่าตัวเหี้ยมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งลี้ลับและผีป่า​รวมถึงวิญญาณเฝ้าสถานที่​ โดยมีความเชื่อว่า​ ถ้ามันมานอนใต้บ้าน ถือเป็นพลังงานไม่ดีสิ่งทำให้บ้านมีเคราะห์​  ถ้าเข้าวัดหรือโบราณสถาน เป็นสัญญาณเตือนหรือลางบอกเหตุบางอย่างจากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่
เฝ้าอยู่​  เพราะชาวเขมรเชื่อว่าตัวเหี้ยเป็น สัตว์เฝ้าสมบัติ หรือเฝ้าซากเมืองเก่า​คล้ายปู่โสมเฝ้าทรัพย์ของไทยนั่นเอง

มาดูในเมียนมา​กัน ต้องบอกเลยว่า​ เอย่าเดินทางไปจากใต้สุดอย่างเมืองเกาะสองจนถึงเมียตโส่นเหนือสุด​ณ​จุดเริ่มต้นแม่น้ำอิรวดี​เป็นเวลานับ​สิบๆปี​  ไปเดินออกกำลังกายที่กันดอจีในเมืองต่างๆมาก็มากแต่กลับไปเคยพบเห็นตัวเหี้ยหรือตะกวดเลยแม้สักตัวเดียว​  แต่จากการที่หาข้อมูลกับผู้เฒ่าพ่อแก่ก็ทำให้พอรู้ว่าตัวเหี้ยมีหลากหลายความเชื่อแบ่งไปตามชาติพันธุ์​ แม้ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงว่ามันเป็นตัวนำเคราะห์ร้าย​ หรือเกี่ยวกับเรื่องโชคลาง​ หรือเป็นการส่งสัญญาณเตือนจากสิ่งลี้ลับก็ตาม​แต่ก็มีความเชื่อที่ระบุในคัมภีร์พุทธศาสนาเถรวาทและชาดกว่า​ มีเรื่องราวของพญาสัตว์ประเภทเหี้ยหรือตะกวด เช่น ใน โคธชาดก ที่เป็นตัวแทนของการเสียสละ การบำเพ็ญบารมี และเป็นบทเรียนสอนใจเรื่องการคบมิตร​ด้วยเช่นกัน​

ในมาเลเซีย​และอินโดนีเซียมีความเชื่อของตัวเหี้ยฝังแน่นในวัฒนธรรมของกลุ่มมลายู​ โดย​  2  ประเทศนี้เรียกตัวเหี้ยว่า​ บิอาวัค (Biawak)  แต่​ 2ประเทศนี้มีความแตกต่างในความเชื่อกล่าวคือในมาเลเซีย​การพบเจอตะกวดหรือตัวเหี้ยถือเป็นลางบอกเหตุร้าย​ หากฝันเห็นจะตีทำนายว่า  อาจกำลังจะมีศัตรู หรือมีคนที่เข้ามาหลอกลวง ทำให้เสียทรัพย์สินหรือผิดใจกับผู้อื่น

ในขณะที่ฝั่งอินโดนีเซียกล่าวถึงบีอาวัคว่าเป็นสัตว์นำโชค​ ตามความเชื่อพื้นบ้าน หากตะกวดหรือตัวเหี้ยเข้าบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลากลางวัน มักถูกตีความว่าเป็นลางดี คนท้องถิ่นเชื่อว่ามันคือสัญลักษณ์ของการเงินที่จะเข้ามาแบบไม่คาดฝัน และเป็นตัวแทนของความเจริญรุ่งเรือง​ ในบางชุมชนท้องถิ่น ตะกวดและตัวเหี้ย ได้รับการยกย่องให้เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมโยงกับวิญญาณบรรพบุรุษ พวกเขามีความเชื่อว่ามันมีพลังวิญญาณในการปกป้องผู้คนในพื้นที่จากพลังงานด้านลบหรือสิ่งชั่วร้าย​ บนเกาะชวา เบียวักถูกนำมาปรุงเป็นอาหาร เช่น สะเต๊ะ และในทางการแพทย์แผนโบราณของอินโดนีเซีย มีความเชื่อสืบทอดกันมาว่าการบริโภคเนื้อตัวบีอาวักช่วยรักษาโรคผิวหนัง บรรเทาอาการหอบหืด และช่วยเสริมสร้างพละกำลัง​ โดยฝั่งอินโดนีเซียจะมองว่าสัตว์ในตระกูลนี้เป็นสัตว์มงคล​ เหตุผลหนึีงน่าจะมาจาก​ มังกรโคโมโด​ นั่นเอง

ในฟิลิปปินส์มีสัตว์ในตระกูลเดียวกันกับตะกวดที่ชื่อ​ Gray's Monitor ซึ่งถือว่าเป็นญาติใกล้ชิดกับตะกวดในบ้านเราโดยฝั่งฟิลิปปินส์มีความเชื่อของสัตว์เหล่านี้ว่า​ เป็นสัตว์เฝ้าป่าและผู้ส่งสารจากวิญญาณธรรมชาติ
ถ้ามันโผล่มาใกล้บ้าน อาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงหรือคำเตือน
บางเกาะเชื่อว่ามันปกป้องแหล่งน้ำและป่าโบราณ

สุดท้ายในเวียดนาม​ ต้องยอมรับว่าเวียดนามเป็นประเทศเดียวที่ไม่มีความเชื่อของตะกวดเลยอาจจะเพราะอิทธิพลจากอารยธรรมจีนที่แผ่ลงมาและการเกิดสงครามหลายครั้งทำให้ความเชื่อนี้ถูกลบเลือนไปในกาลเวลานั่นเอง​ โดยความเชื่อที่หลงเหลือของตะกวดในเวียดนามมีเพียงกลุ่มเล็กของชุมชนในสุดปลายแม่น้ำโขงที่มองว่ามันคือสัตว์อัปมงคล​ ส่วนในหมู่บ้านชาวประมงจะมองมันในฐานะ​ราชาแห่งบึงน้ำ​ ที่เป็นตัวบ่งบอกความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ

อย่างไรก็ตามแม้ความเชื่อในอุษาคเณย์ส่วนใหญ่จะเทให้กับสัตว์กลุ่มนี้ไปทางตัวนำโชคร้ายก็ตามแต่ต้องยอมรับว่าสัตว์ในตระกูล​ Varanus  เป็นนสัตว์กินซากที่ปรับตัวเก่งจากป่าสู่เมือง​  และน่าจะเป็นตัวสอนให้เราไม่ยอมแพ้กับในสถานการณ์ที่ย่ำแย่อย่างทุกวันนี้ที่หลายคนหมดกำลังใจ​ ให้ลองหันไปดูตัวเหี้ยใกล้คุณสิคะ​ ดูสิว่ามันเปลี่ยนผ่านจากวันที่ทุกคนรังเกียจมันจนมันได้รับการยอมรับจากสังคมฉันใด​ หากคุณไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา​ ก็จะมีวันที่ทุกคนยอมรับในความสำเร็จของคุณเช่นเดียวกัน

ที่มา : AYA

เปิดปริศนา “เจ้าคำก่ายน้อย” ซีรีส์หงสาวดีปลุกกระแสตามรอยประวัติศาสตร์ เปิดปมเจ้าฟ้าไทใหญ่ผู้ถูกเล่าว่าเป็นสหายพระนเรศ ที่พงศาวดารไม่เคยบันทึก เรื่องเล่ามิตรภาพหรือยุทธศาสตร์สร้างแรงเกรงขามต่อพม่า

เอย่าต้องยอมรับว่า​ซีรีส์เรื่องหงสาวดี​ ปลุกให้การท่องเที่ยวเมียนมากลับมาคึกคักอีกครั้ง​ โดยเฉพาะการตามรอยสถานที่ในซีรีส์​  แต่พอกลับมาดูในความเป็นจริงตามพงศาวดารแล้ว​ การระบุถึงความสัมพันธุ์ระหว่าง​ พระนเรศ กับ​ Min Gyi Swa หรือคนไทยเรียกว่า​ มังกะยอชวา​ กลับไม่มีระบุถึงความสัมพันธุ์ของทั้ง​2 มากนัก​ แต่วันนี้เอย่าจะไม่พูดถึงความสัมพันธุ์ดังกล่าวเพราะหลายคนน่าจะหาอ่านหาฟังได้จากสื่อออนไลน์หลายช่องทางแล้ว​  วันนี้เอย่าจึงขอนำเสนอเรื่องของเจ้าฟ้าไทใหญ่ที่ว่าเป็นเพื่อนสนิทและพี่น้องร่วมสาบานกับพระนเรศ​ นั่นคือ​เจ้าคำก่ายน้อย

เจ้าคำก่ายน้อย​ หรือบางพงศาวดารเรียกว่า​เจ้าคำแก้วน้อย​มีระบุว่ามีตัวตนจริงในพงศาวดารฝั่งไทใหญ่ว่าเป็นองค์ประกันเช่นเดียวกับพระนเรศ​ ท่านเป็นจ้าชายจากเมืองแสนหวี​ แม้ไม่มีบันทึกในพงศาวดารทั้งฝั่งกรุงศรีและไทใหญ่​ แต่กลับมีเรื่องราวเล่าขานว่าเจ้าคำก่ายน้อยคือพระสหายคนสนิทที่เป็นหนึ่งในคนที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระนเรศและเป็นคนที่เป็นเหตุให้พระนเรศยกพลไปช่วยเนื่องจากเจ้าคำก่ายน้อยติดศึกกังอังวะจนได้ไข้และสวรรคตที่เมืองหาง​

ประเด็นที่น่าแปลกคือในพงศาวดารทั้งฝั่งกรุงศรีและพม่าไม่เคยมีระบุชื่อของเจ้าฟ้าไทใหญ่องค์นี้​  มีเพียงตำนานเล่าขานในฝั่งไทใหญ่เท่านั้นที่อ้างว่าเป็นพระสหายคนสนิท

นักวิเคราะห์ประวัติศาสตร์มองว่าการที่พระนเรศยกทัพปราบอังวะ​ ก็เพราะว่าหลังการล่มสลายของหงสาวดีด้วยเหตุว่าถ้าปล่อยให้อังวะฟื้นตัว​ฟากพม่าจะกลับมาเป็นภัยต่ออยุธยาอีกก็เป็นได้​

แต่ทำไมตำนานฝั่งฉานกลับกลายเป็นอีกเรื่องนั่นเป็นเพราะว่าในช่วงเวลานั้นเมืองไทใหญ่ส่วนใหญ่​ รวมถึงล้างช้างก็เข้ามาสวามิภักดิ์ฝั่งกรุงศรี​  เป็นไปได้ที่ตำนานการอ้างความสนิทสนมกับกษัตริย์กรุงศรีที่เพิ่งรบชนะพระมหาอุปราชแห่งหงสาวดีจะสร้างความเกรงกลัวและ77ป้องกันการขยายอิทธิพลของฝั่งพม่ามายังรัฐฉานก็เป็นได้

สุดท้ายเรื่องราวของเจ้าคำก่ายน้อยจะเป็นจริงหรือแค่ตำนาน​ อาจจะไม่สำคัญเท่ากับเรื่องราวที่สร้างเสริมเติมแต่งจนสร้างความใกล้ชิดระหว่างชาวสยามกับชาวไทใหญ่ในเวลาต่อมา​

ปัจจุบันมีอนุสาวรีย์พระนเรศวรในเมืองตุน​หรือ​ Mong Ton บริเวณ​ดอยไตแลง​ โดยดอยนี้อยู่ภายใต้การดูแลของกองกำลัง​  RCSS  ของเจ้ายอดศึกนั่นเอง

ที่มา : AYA

ปริศนา “อองซาน ซูจี” คำถามสะเทือนเมียนมา เมื่อข่าวนี้อาจเปลี่ยนสมการอำนาจทั้งประเทศ ปริศนาที่กองทัพยังไม่เคยตอบ แต่แรงกระเพื่อมทางการเมืองเริ่มชัด

ซูจี ตายหรือยัง….คำถามที่ต้องการคำตอบ

เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา  คิม อารีส ลูกชายคนเล็กของนางอองซาน ซูจี  เปิดเผยกับสำนักข่าว DVB ว่าเขาไม่สามารถติดต่อคุณแม่ของเขาได้ตั้งแต่กองทัพยึดอำนาจในการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ที่ผ่านมา โดยจากเนื้อหาข่าวซึ่งมาจากสื่อที่โปรตะวันตกพยายามแสดงบทบาทถึงของลูกที่เป็นห่วงคุณแม่ด้วยความที่อายุที่มากขึ้น

หากตัดประเด็นดราม่าเรื่องครอบครัวออกไป คำถามก็คือทำไมสื่อถึงเลือกที่จะมาสัมภาณณ์ลูกชายของนางอองซาน  ซูจีตอนนี้หลังจากเวลาล่วงเลยมานานขนาดนี้  ดังนั้นประเด็นคือใครได้ประโยชน์นางอองซาน ซูจีถึงแก่กรรมมากกว่า   เอย่ามองว่าหากนางซูจีถึงแก่กรรมแล้วจริงๆใครจะได้ประโยชน์จากการเสียชีวิตนี้  และแน่นอน  ทางกองทัพเมียนมาก็จะไม่แคล้วถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ร้ายในกรณีนี้ ต่างจากฝ่ายต่อต้านที่ทุกวันนี้ยังใช้นางซูจีเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณอยู่  ดังนั้นหากนางอองซาน ซูจีถึงแก่กรรมแล้วละก็  การปลุกระดมของฝ่ายต่อต้านต่อกองทัพเมียนมาจะมีความรุนแรงมากขึ้น

แต่ในขณะเดียวกันเอย่ามองว่าการแก้เกมส์ของฝั่งกองทัพน่าจะมีไม่ต่างกันหลังจากที่มีข่าวหลุดออกมาว่าทางรัฐบาลใหม่ของเมียนมายอมสงบศึกโดยให้เวลา 100 วันในการหันหน้ามาเจรจากันเพื่อผลักดันประเทศให้เข้าสู่สันติสุขซึ่งนี่น่าจะเป็นไพ่ใบสำคัญที่เป็นตัวประกาศเส้นตายหากยังเลือกที่จะต่อต้านกองทัพเมียนมาต่อไป

ดังนั้นวาทกรรมในสื่อครั้งนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นการปลุกระดมผู้ต่อต้านให้ยังอยู่ในกระแสในขณะที่กระแสการต่อต้านกองทัพเมียนมาค่อยๆจางหายไปตามกาลเวลา เพราะผู้คนเลือกจะโฟกัสไปที่ปากท้องมากขึ้น  การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ที่กินไม่ได้จึงเหลือเพียงหยิบมือกับอีกกลุ่มที่เรียกว่าพวกสู้แล้วรวยเพราะได้รับการอุดหนุนจากชาติตะวันตก

เอย่ามองว่าหากทางกองทัพเมียนมาจะแก้เกมส์ชิงมวลชนหากนางอองซาน  ซูจี ถึงแก่กรรมขึ้นมาจริงๆ  แล้วทางกองทัพเลือกจะจัดงานศพให้ประดุจดั่งปูชนียบุคคลของชาติและเชิดชูเกียรติศักดิ์ของนางในฐานะรัฐสตรีและบุตรีของผู้นำกองทัพอย่างนายพลอองซาน  นั่นจะเป็นการดึงมวลชนให้หันกลับมาหากองทัพมากขึ้น  ซึ่งน่าจะเป็นการเพิ่มมวลชนรุ่นใหม่ด้วย อย่างไรก็ตามเวลาของความขัดแย้งในเมียนมาใกล้ถึงจุดจบเต็มทีไม่ว่าปลายทางนั้นจะเป็นสันติภาพหรือกองเลือดก็ตามนั่นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของกลุ่มต่อต้านที่มีอยู่ตอนนี้นั่นเอง

ที่มา : AYA

เขมรเคลม หรือวัฒนธรรมร่วม? เมนูเขมรหลายอย่างมีรากไทย ตั้งแต่ห่อหมก-ขนมชั้นปรับรสชาติ วิถีวัฒนธรรมใกล้เคียงแต่ต่างรายละเอียด สะท้อนภูมิหลังความสัมพันธ์เพื่อนบ้าน

ณ​ วันนี้เรื่องเคลม​ก็คงไม่พ้นชาติเขมรที่กลายเป็นว่าขโมยต้นฉบับกันมาแบบดื้อๆ​ แต่ก่อนจะมาพูดถึงยุคใหม่แห่งการเคลมของเขมรในวันนี้​ เอาเป็นว่าเอย่าเอย่าจะมาเปิดเมนูไทยที่ชาวเขมรเอามาเป็นแรงบันดาลใจและดัดแปลงจนกลายเป็นของตนให้ทราบกัน

เมนูที่​ 1 อาม็อก​ (Amok) ได้แรงบันดาลใจมาจากห่อหมกของไทย​โดยมีหลักฐานปรากฎในช่วงศตวรรษที่​ 18-19 ซึ่งตรงกับยุคปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ถึงต้นรัตนโกสินทร์​ ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว​เป็นความสัมพันธ์รูปแบบ "ผู้อุปถัมภ์" (สยาม) และ "ผู้รับอุปถัมภ์" (เขมร) จึงก่อให้เกิดการไหลของวัฒนธรรมสยามเข้าสู่ราชสำนักเขมรและอาม็อกก็คือหนึ่งในวัฒนธรรมสยามที่ไปสู่เขมรนั่นเอง​ แต่ปรับให้ใช้เครื่องแกงเขมรและรสชาติออกมันและเผ็ดน้อยลงนั่นเอง

2. แกงกะหรี่เขมร​ หรือ​ Kari Sach Moan ก็เป็นอีกเมนูหนึ่งจากราชสำนักไทยที่ไหลไปสู่เขมรและถูกปรับแต่งรสชาติใหม่ให้ลดทอนความเผ็ดร้อนและเพิ่มความหวานมันของกะทิเข้าไปเพื่อให้ถูกปากคนเขมรนั่นเอง

เมนูที่​ 3 คือ​ข้าวเหนียวกะทิ​ หรือ​Bai Domnaeb Khtis แม้เมนูนี้จะไม่ได้เกิดจากการไหลของราชาำนักไทยไปสู่ราชสำนักเขมร​แต่ก็ต้องบอกว่า​เมนูนี้เป็นของเขมรชาติเดียวก็คงไม่ถูกนัก​เพราะจุดต่างระหว่าง​ข้าวเหนียวมูนของไทยกับ​ Bai Domnaeb Khtis คือ​ ข้าวเหนียวเขมรจะราดกะทิแต่ไม่ได้มูลจนเข้ากันเหมือนไทย​นั่นทำให้ความหอม​และความเข้มข้นลึกซึ้งของรสชาตต่างกัน

เมนูสุดท้ายที่เอย่าจะนำเสนอคือ​ขนมชั้น​หรือ​ Num Chan แม้ขนมชั้นจะไม่ปรากฎหลักฐานการไหลจากราชสำนักสยามแต่การพัฒนาของอาหารทำให้ขนมชัันของพัฒนาจากความเรียบง่ายเป็นขนมที่เน้นความละเอียดและดีเทลของแต่ละชั้นชัดเจนในขณะที่​ Num Chan มี​ความ​คงเอกลักษณ์เดิมมากกว่าทั้ง​ texture ที่นุ่มและความเป็นชั้นแบบไม่เนียน

อีกเรื่องหนึ่งหากเรามาดูคำศัพท์คำว่า​ขนมชั้นของไทย​คำว่าชั้นของเราแปลว่า​ระดับ​ซึ่งเราก็ใช้คำว่า​"ชั้น" เดียวกันในบริบทอื่นด้วย​ ในขณะที่คำว่า​ชั้น​ในภาษาเขมร​จะออกเสียงว่า​ choan จะแตกต่างกับกับว่า​ chan ของขนมชั้นทั้งตัวเขียนและการออกเสียง​  คุณผู้อ่านคิดว่าเคลมมาจากไทยไหม​อันนี้ลองฝากไปให้คิดดูเป็นการบ้านนะคะ​ จะได้รู้ว่า​ชาวเขมรไม่ได้เพิ่งตั้งหน้าตั้งตาก๊อปพี่ไทยในช่วงชีวิตนี้เท่านั้นเพราะความจริงอาจจะก๊อปปี้กันมาเป็นร้อยปีแล้วแต่เราแค่ไม่ถือสาเพราะถือว่าเพื่อนบ้านกัน

ที่มา : AYA


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top